เมื่อโลกเล่นเกม “Zero-Sum” และเศรษฐกิจไทยต้อง “วิ่งมาราธอน” บนทางลาดชัน

เมื่อโลกเล่นเกม “Zero-Sum” และเศรษฐกิจไทยต้อง “วิ่งมาราธอน” บนทางลาดชัน

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

23 January 2026

หากปีที่ผ่านมาคุณรู้สึกว่าการลงทุนเริ่มยากขึ้น บอกเลยว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง และปี 2026 นี้ กฎของเกมกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง

หากดูเทรนด์ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น ประกอบกับข่าวสารมากมาย รวมถึงรายงานล่าสุดจาก SCB EIC ประจำเดือนมกราคม 2026 สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งสัญญาณแค่การ "ชะลอตัว" ของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่มันกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้น

นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) ของระเบียบโลก ที่หน้ากากทางการทูตถูกถอดออก เหลือไว้เพียงแก่นแท้ของการแก่งแย่งชิงดีในรูปแบบ "Zero-Sum Game" หรือเกมที่ผลประโยชน์ของผู้ชนะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของผู้แพ้ มหาอำนาจเลิกเล่นบทพระเอกแล้วหันมาเล่นบท "พ่อค้าหน้าเลือด" อย่างเต็มตัว

ลองมาแกะเทรนด์โลกที่กำลังหมุนเหวี่ยงจนเรานั่งไม่ติด เจาะลึกว่าทำไมตัวเลข GDP ไทย 1.5% ถึงน่ากลัวกว่าที่คิด และที่สำคัญที่สุด “เงินของคุณควรจะไปอยู่ที่ไหนในเวลานี้?

1. ภูมิรัฐศาสตร์ฉบับ "America First 2.0": เมื่อความมั่นคง = ผลประโยชน์

ลืมภาพอเมริกาในฐานะตำรวจโลกผู้ผดุงความยุติธรรมไปได้เลยครับ ปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ร่มเงาของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy - NSS) ฉบับใหม่ ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือความมั่นคงสูงสุด"

ยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกีดกันทางการค้า แต่ขยายไปสู่การเข้าควบคุม "ทรัพยากรยุทธศาสตร์" (Strategic Resources) โดยตรง ซึ่งสะท้อนผ่านสองเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มจะยืดเยื้อตลอดปี 2026 สิ่งที่เราต้องขีดเส้นใต้หนาๆ ตอนนี้เลยคือกรณี "กรีนแลนด์" และ "เวเนซุเอลา"

* ปฏิบัติการยึดกุมเวเนซุเอลา

การที่สหรัฐฯ ดำเนินการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา (Nicolas Maduro) โดยอ้างข้อหาความมั่นคงและการค้ายาเสพติด มิใช่เพียงปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่เป็นหมากเกมสำคัญในการเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (17% ของปริมาณสำรองโลก)

แม้สหรัฐฯ จะเข้าควบคุม แต่การฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมาสู่ระดับ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเหมือนในอดีตนั้นทำได้ยากและใช้เวลานาน (ตอนนี้ผลิตได้ 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมและการขาดแคลนเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ดังนั้น ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในระยะสั้นจึงมีจำกัด แต่ในระยะยาว นี่คือการเปลี่ยนสมการความมั่นคงทางพลังงานของโลกที่ลดอำนาจต่อรองของกลุ่ม OPEC+ ลง

* ความพยายามครอบครองกรีนแลนด์

ความสนใจของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ไม่ได้เกิดจากความต้องการพื้นที่น้ำแข็ง แต่เกิดจากความต้องการ "แร่ธาตุหายาก" (Rare Earths) และตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในขั้วโลกเหนือ (Arctic)

* ศึกแร่หายาก (Rare Earth War)

ในขณะที่สหรัฐฯ รุกคืบในทวีปอเมริกา เอเชียตะวันออกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งแปรเปลี่ยนจากข้อพิพาทดินแดนสู่สงครามเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

จีนเริ่มงัดไม้ตายระงับการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items) ซึ่งรวมถึงแร่หายาก ไปยังญี่ปุ่น เพื่อตอบโต้ประเด็นไต้หวัน

ญี่ปุ่นพึ่งพาแร่หายากจากจีนสูงถึง 60-70% การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น ผู้ประกอบการไทยใน Supply Chain นี้ต้องเตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น

สิ่งนี้กำลังบ่งบอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Zero-Sum Game คือ “ถ้าฉันชนะ เธอต้องแพ้” การค้าเสรีกำลังตายลงช้าๆ และถูกแทนที่ด้วยกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

2. เศรษฐกิจไทย 2026: ความเปราะบางที่ต้องยอมรับ

หันกลับมามองบ้านเรา ตัวเลขที่ SCB EIC ประเมินไว้สำหรับ GDP ไทยปีนี้คือ 1.5% (IMF มองว่าทั้งโลกโต 3.3% และมองไทยที่ 1.6%) อ่านไม่ผิดครับ... 1.5% สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ถือว่าเรากำลัง "เดินช้ามาก" จนเกือบจะหยุดนิ่งไปแล้ว

* ภาคการส่งออก

หมดเวลาโปรโมชั่น : ปี 2025 ภาคส่งออกไทยเติบโตได้ดีจากการเร่งระบายสินค้า (Front-loading) หนีภาษีสหรัฐฯ แต่ปี 2026 คือปีแห่งการชำระบัญชี (Payback Period)

สหรัฐฯ เริ่มเพ่งเล็งสินค้าที่ส่งออกจากไทยและอาเซียนมากขึ้น เพื่อตรวจสอบว่ามีการแอบอ้างถิ่นกำเนิดจากจีนหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหรือมาตรการตอบโต้ทางการค้าเพิ่มเติม และสต็อกสินค้าคู่ค้าก็เต็มเอี๊ยด ทำให้เครื่องยนต์ส่งออกน่าจะดับสนิท

* การเมือง

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ในเดือนพฤษภาคม แต่กว่างบประมาณจะออก กว่าเงินจะหมุน ก็ปาเข้าไปครึ่งปีหลัง ช่วงสุญญากาศนี้แหละครับที่น่าห่วง เพราะไม่มีเม็ดเงินภาครัฐมาช่วยพยุง

ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ล่าช้าออกไป 1-2 เดือน ทำให้เม็ดเงินลงทุนภาครัฐ หายไปจากระบบในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจต้องการมากที่สุด ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจซึมตั

* ท่องเที่ยว

พระเอกคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ก็เหนื่อย เพราะต้องแข่งกับญี่ปุ่น (ที่เงินเยนยังจูงใจ) และเวียดนามที่กำลังมาแรง

3. โอกาสในการลงทุน: พลิกวิกฤตให้เป็นกำไร (Defensive Growth)

ในเมื่อโลกผันผวนและไทยโตช้า เราจะวางเงินไว้เฉยๆ ให้เงินเฟ้อกัดกินไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะ "All-in" ในสินทรัพย์เสี่ยงแบบไม่ลืมหูลืมตา กลยุทธ์ปี 2026 ต้องเป็น "Defensive Growth" หรือ "รับให้แน่น รุกให้คม"

นี่คือ 3 ธีมการลงทุนที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนไทย:

1) พันธบัตร: พระเอกขี่ม้าขาวในยุคดอกเบี้ยขาลง

SCB EIC มองว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยเหลือ 1.00% ภายในครึ่งปีแรกเพื่อช่วยเศรษฐกิจ

* เมื่อดอกเบี้ยลด ราคาพันธบัตรจะขึ้น (Price inverse to Yield) นี่คือกฎพื้นฐาน

* การทยอยสะสม พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือกองทุนตราสารหนี้ที่มี Duration ยาวหน่อย ในช่วงที่ดอกเบี้ยยังไม่ลงสุด จะทำให้คุณได้กำไร 2 เด้ง คือ ดอกเบี้ยรับ (Coupon) และกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยลดลงจริง

* เน้นพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูง หลีกเลี่ยง High Yield Bond ที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูงในภาวะเศรษฐกิจซึม

2) ทองคำ: หลุมหลบภัยที่ยังน่าสนใจอยู่

ทองคำทำผลงานได้ดีเยี่ยมในปี 2025 (+70%) และในปี 2026 ปัจจัยหนุนยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (เวเนซุเอลา/จีน-ญี่ปุ่น) และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงของ Fed ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ "ต้องมี" ติดพอร์ต

* ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสัดส่วน 10-15% ของพอร์ต การปรับฐานของราคาทองคำเป็นจังหวะในการเข้าสะสม ("Buy on Dip") เพราะในระยะยาว ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด

3) หุ้นไทย: เลือก "เพชรในตม" (Selective Buy)

ตลาดหุ้นไทยโดยรวมอาจดูไม่น่าสนใจ (GDP โต 1.5% จะเอาอะไรมาขึ้น?) แต่ในวิกฤตมีผู้ชนะเสมอ

* กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ & PCB: สงครามชิปและการย้ายฐานการผลิตหนีจีน ทำให้ไทยกลายเป็นฮับ PCB (แผ่นวงจรพิมพ์) แห่งใหม่ การลงทุนโรงงานใหม่ๆ ในไทยกำลังเกิดขึ้นจริง หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ใน Supply Chain นี้คือผู้รอดชีวิต

* กลุ่มท่องเที่ยว & การแพทย์: แม้การแข่งขันสูง แต่นักท่องเที่ยวเกรดพรีเมียม (ยุโรป/อินเดีย) ยังมาไทย หุ้นโรงพยาบาลที่รับลูกค้าต่างชาติ และโรงแรมหรู ยังไปต่อได้

* กลุ่มปันผล (Dividend Play): ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ หุ้นปันผลสูงที่มีกระแสเงินสดมั่นคง (เช่น สื่อสาร, โรงไฟฟ้า, สาธารณูปโภค) จะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนชนะเงินฝาก

4) สินทรัพย์ต่างประเทศ: กระจายความเสี่ยงสู่การเติบโต

อย่ากันเงินทั้งหมดไว้ในประเทศที่โต 1.5% การกระจายการลงทุนไปต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น

* สหรัฐฯ: เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง (Quality Growth) ที่ได้ประโยชน์จาก AI แต่ต้องระวังเรื่อง Valuation ที่ตึงตัวด้วย

* เอเชีย (Ex-Japan): ตลาดหุ้นเวียดนามและอินเดีย ยังมีเสน่ห์ในระยะยาวจากโครงสร้างประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทยมาก

สุดท้ายจงตื่นตัว แต่อย่าตื่นตระหนก โลกกำลังเล่นเกม “Zero-Sum” และไทยเหมือนกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งมาราธอนขึ้นเนินอย่างช้าๆ มันเหนื่อยไม่ใช่น้อย

ปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการเก็งกำไรฉาบฉวย แต่เป็นปีแห่งการ "บริหารความจริง" ที่ต้องเผชิญหน้า

ความจริงที่ว่าโลกแบ่งขั้วชัดเจน ความจริงที่ว่าเศรษฐกิจไทยโตช้า และความจริงที่ว่าดอกเบี้ยกำลังจะลง มองเกมในระยะยาว ปรับพอร์ตมารอรับแรงกระแทกด้วยสินทรัพย์ปลอดภัย และเลือกโจมตีเฉพาะจุดที่มีศักยภาพจริง นอกจากต้องรอด ยังมีโอกาสสร้างการเติบโตให้กับพอร์ตของเราด้วย

ในวันที่ลมพายุพัดแรง การสร้างกำแพงก็จำเป็น แต่บางทีอาจจะดีกว่าหากเริ่มมองหาวิธีสร้างกังหันลมที่แข็งแกร่งเพื่อรับแรงที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2026 ด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save