
มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี แต่คือ “สิ่งจำเป็น” งานวิจัยเผย
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน สิ่งที่ทายาทต้องเจอไม่ใช่แค่ความโศกเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ภาษีมรดกก้อนโต” ที่ต้องจ่ายภายในเวลาจำกัด จนบางครอบครัวต้องรีบขายที่ดิน หุ้นธุรกิจ หรือแม้แต่กิจการที่สร้างมาทั้งชีวิต เพื่อหาเงินสดมาจ่ายภาษีให้ทัน
นี่คือสิ่งที่ครอบครัวระดับ High-Net-Worth หรือ HNW ทั่วโลกกลัวมากที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ "ประกันชีวิต" กลายเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนมรดกที่จริงจังไม่แพ้พินัยกรรม
รายงานจาก Empathy บริษัทวิจัยด้านการวางแผนมรดกในสหรัฐฯ พบว่า 48% ของครอบครัวระดับ HNW มองว่า “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อมรดกและความมั่งคั่ง
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนที่มีทรัพย์สินระดับสูงไม่ได้มอง “ประกันชีวิต” เป็นแค่ความคุ้มครองยามเสียชีวิตแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่มองเป็น "โครงสร้างทางการเงิน" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาภาษี และความขัดแย้งในครอบครัวโดยเฉพาะ
รูปแบบประกันชีวิตที่กลุ่ม HNW นิยมใช้ มีอยู่ 3 แบบหลักๆ ด้วยกัน
1. ประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพ
เน้นสะสมมูลค่าเงินสดที่เติบโตแบบชะลอการเสียภาษี เหมาะกับคนที่อยากมีสภาพคล่องสำรองในระยะยาว
2. ประกันชีวิตแบบคุ้มครอง 2 คนพร้อมกัน
เช่น คู่สมรส โดยจะจ่ายเงินเอาประกัน ก็ต่อเมื่อบุคคลที่สองเสียชีวิตลง ไม่จำเป็นต้องเสียชีวิตพร้อมกัน ซึ่งจะจ่ายเงินออกมาในช่วงที่มรดกถูกส่งต่อไปยังทายาท และต้องชำระภาษีมรดกพอดี ทำให้ไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หลัก
3. ทรัสต์ประกันชีวิตแบบเพิกถอนไม่ได้
ใช้เป็นโครงสร้างถือครองกรมธรรม์ไว้นอกกองมรดก เพื่อให้เงินเอาประกันไม่ถูกนำไปคำนวณภาษีมรดก และส่งมอบให้ทายาทได้แบบปลอดภาษี
เหตุผลที่คนรวยเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะอยากเลี่ยงภาษี แต่เพราะพวกเขาเข้าใจว่า "สภาพคล่อง" สำคัญกว่ามูลค่าทรัพย์สินในกระดาษ
เพราะกองมรดกที่มีมูลค่าสูง อาจต้องรับภาระภาษีมรดกอัตราสูงสุดถึง 40% การมีเงินสดพร้อมจ่ายทันที คือสิ่งที่ทำให้ทายาทไม่ต้องเดือดร้อน และรีบขายสินทรัพย์หลักในราคาที่ไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างเช่นเคสของ Joe Robbie ผู้ก่อตั้งและเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล Miami Dolphins ซึ่งสร้างทีมขึ้นมาด้วยเงินลงทุนส่วนตัว แต่เมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1990 ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์และทีมกีฬา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
ทายาทเลยต้องเจอกับ “ภาระภาษีมรดก” ที่สูงถึง 47 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5 พันล้านบาท แต่กลับไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับชำระภาษี เพราะไม่ได้วางแผนสร้างสภาพคล่องไว้ล่วงหน้า เช่น “การทำประกันชีวิต”
สุดท้ายทายาทต้องจำใจขาย Miami Dolphins ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก เพื่อนำเงินมาชำระภาษี และการขายที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องในครั้งนี้ ทำให้ครอบครัวสูญเสียธุรกิจที่สร้างมาด้วยตัวเองไป
นี่เลยเป็นตัวอย่าง “มีทรัพย์สินมหาศาล” ไม่ได้แปลว่า “จะมีสภาพคล่องมากเพียงพอ” ถ้าไม่มีการวางแผนภาษีและมรดกที่ดี ทายาทอาจต้องขายสินทรัพย์สำคัญของครอบครัว เพียงเพื่อหาเงินสดมาจ่ายภาษี
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้ประกันชีวิตกลายเป็นเครื่องมือมรดกของคนรวย ไม่ใช่วงเงินคุ้มครองที่สูง แต่คือ "โครงสร้าง" ที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เงินไหลไปถึงคนที่ควรได้รับ ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่สร้างภาระหรือความขัดแย้งให้กับคนข้างหลัง
แนวคิดนี้ไม่ได้ใช้กับแค่ครอบครัวระดับพันล้าน คนทั่วไปก็สามารถเอาหลักการเดียวกันมาปรับใช้ได้ เช่น การทำประกันชีวิตเพื่อเตรียมสภาพคล่องให้ทายาท หรือการวางแผนล่วงหน้าว่าทรัพย์สินแต่ละก้อน ควรถูกส่งต่อผ่านช่องทางไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว มรดกที่ดีที่สุด ที่ใครสักคนจะทิ้งไว้ให้ครอบครัว คือการวางแผนที่ทำให้เงินก้อนนั้น ไปถึงมือคนที่ควรได้รับ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งหรือภาระที่ไม่จำเป็น
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

จ่ายเบี้ยประกันให้ “คนในครอบครัว” ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ทั้ง ...
เวลาพูดถึงการลดหย่อนภาษี หลายคนมักนึกถึงเบี้ยประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพของ “ตัวเอง” เป...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
