
เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าจนลง ปรากฏการณ์ Income effect ในวิกฤติ ผลกระทบที่รุนแรงกว่าปกติ
เงินจำนวนเท่าเดิมที่เราเคยใช้ซื้อของได้เต็มตะกร้า มาวันนี้กลับซื้อได้น้อยลง หรือถ้าอยากได้ของเท่าเดิม เราก็ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของ "เงินเฟ้อ" ทั่วไป แต่มันคือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงพฤติกรรมการเอาตัวรอดของเราแล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะการที่ราคาสินค้าขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เรารู้สึก "จนลง" โดยอัตโนมัติ และความรู้สึกนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้รอดพ้นจากสภาวะของแพงได้
ปรากฏการณ์ที่ทำให้อำนาจซื้อของเราลดลงเช่นนี้ ไม่ใช่ความรู้สึกที่คิดไปเอง แต่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ จากการสัมภาษณ์ ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคของแพงไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า "Price Effect” หรือ “ผลของราคา” ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า เมื่อสินค้าจำเป็นอย่าง "น้ำมัน" แพงขึ้น กลไกเหล่านี้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตเราอย่างไร ใครคือคนที่เจ็บหนักที่สุด และรัฐบาลควรขยับตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้
Price Effect เมื่อสินค้าจำเป็นกลับ 'แพงขึ้น'
สำหรับ Price Effect นี้ จริงๆ แล้วประกอบไปด้วย 2 กลไกหลักที่ทำงานสอดประสานกัน คือ Income Effect (ผลของรายได้) ที่เป็นผลกระทบในวงกว้าง และ Substitution Effect (ผลของการทดแทน) อธิบายได้ดังนี้
1. Income Effect : “ลดใช้” เพราะจ่ายแพง
ผลของรายได้ หรือ Income Effect เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าเมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น มันจะเข้าไปกัดกิน "รายได้ที่แท้จริง" (Real Income) ของเราทันที แม้ตัวเลขเงินเดือนจะยังเท่าเดิม แต่อำนาจซื้อกลับลดฮวบ จนทำให้เราสะดุ้งทุกครั้งที่เห็นบิลค่าน้ำมันหรือใบเสร็จจากซูเปอร์มาร์เก็ต
สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบนี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม ตามหลักความโน้มเอียงในการบริโภค (MPC) "คนจนจะเจ็บกว่าคนรวยเสมอ" เพราะรายได้เกือบทั้งหมดของผู้มีรายได้น้อยต้องหมดไปกับของกินของใช้ที่จำเป็น
ซึ่งน้ำมันเองก็เป็นสินค้าจำเป็นที่มีความยืดหยุ่นต่ำ คือต่อให้แพงแค่ไหนก็ยังต้องตัดใจควักเงินจ่ายเพื่อใช้เดินทางไปทำงาน ทำให้กลุ่มรากหญ้าแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับสภาพความฝืดเคืองที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
2. Substitution Effect : “เปลี่ยน” เพื่อรอด
เมื่อสู้ราคาไม่ไหว กลไกต่อมาคือ ผลของการทดแทน (Substitution Effect) หรือการมองหาทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า เราจึงเห็นภาพคนเริ่มจอดรถส่วนตัวทิ้งไว้ที่บ้านแล้วหันไปพึ่งพารถสาธารณะ หรือเรียกแท็กซี่เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ
กระแสที่เห็นชัดที่สุดคือความตื่นตัวเรื่อง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ข้อมูลจากงาน Motor Show 2026 (ช่วงวันที่ 25-30 มีนาคม 2569) มียอดจองรถพุ่งสูงถึง 41,778 คัน ในเวลาเพียงไม่กี่วัน สะท้อนว่าคนที่มีกำลังซื้อเริ่มขยับตัวหนีต้นทุนน้ำมันกันอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้ EV ไม่ใช่ วิธีที่เหมาะสมสำหรับทุกคน เพราะรถยนต์มีต้นทุนการสับเปลี่ยนที่สูงมาก มันจึงเป็นทางออกสำหรับคนที่มีต้นทุนเดิมหรือวางแผนจะเปลี่ยนรถอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นทางรอดของคนทั่วไปที่กำลังขาดสภาพคล่อง
บทบาทของรัฐ: มาตรการที่มากกว่า "การให้ประชาชนปรับตัวกันเอง"
จากสถานการณ์ข้างต้น เห็นได้ชัดว่ากลไกตลาดไม่ได้ใจดีกับทุกคน โดยเฉพาะคนระดับกลางลงไป จึงเกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลควรมีมาตรการที่ชัดเจนและจับต้องได้มากกว่านี้หรือไม่?
ตัวอย่างสิ่งที่ควรเร่งทำคือ
1. สื่อสารแบบตรงไปตรงมา
ยอมรับและประกาศให้ชัดเจนว่านี่คือ "วิกฤตพลังงาน" เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมืออย่างมีสติ ไม่ใช่ปล่อยให้ตระหนกกันไปเอง
2. ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า
เลิกอุดหนุนแบบเหมาเข่งที่คนรวยก็ได้ประโยชน์เท่าคนจน แต่ควรเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางโดยตรง เช่น น้ำมันเขียวสำหรับเกษตรกร หรือสวัสดิการเพิ่มเติมให้ผู้มีรายได้น้อย
3. สร้างความปลอดภัยทางพลังงาน
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 80% ซึ่งเสี่ยงมาก รัฐควรเร่งสร้าง "คลังน้ำมันสำรอง" แบบที่ญี่ปุ่นทำ หรือ หาพลังงานอื่นทดแทนอย่างประเทศจีน เพื่อใช้รับแรงกระแทกยามเกิดวิกฤตโลกในอนาคต
สุดท้ายนี้ คงต้องจับตากันต่อว่าหลังจากแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ทีมบริหารชุดใหม่จะมี "ความชัดเจน" ในการแก้ปัญหาที่กระทบปากท้องประชาชนมากที่สุดเรื่องนี้อย่างไร
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
