
Trump and Trumper ศาลตัดจบ แต่ทรัมป์ยังไม่จบ กำแพงภาษีภาคสอง 10-15% สำคัญยังไง สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรมีติดพอร์ตเวลานี้
เกมการค้าโลกกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินมติ 6-3 เสียง สั่งเบรกอำนาจการขึ้นภาษีแบบไร้ขีดจำกัดของประธานาธิบดีทรัมป์
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจขึ้นภาษีศุลกากรผ่านกฎหมาย IEEPA (กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ) ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บภาษีแบบเหมาเข่ง
แต่นั่นไม่ใช่บทสรุปของเรื่องนี้ เป็นเพียงบทจบของความปั่นป่วนภาคแรกที่ยังมีภาคสองต่อมาอย่างรวดเร็ว
ทรัมป์โต้กลับทันควันด้วยการประกาศใช้ Section 122 (มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974) เพื่อเข้ามาอุดช่องว่างทางกฎหมายทันที
ภายใต้มาตรา 122 นี้ เพดานภาษีถูกจำกัดไว้ที่สูงสุด 15% ส่งผลให้กำแพงภาษีที่ประเทศไทยเคยเผชิญอยู่ที่ระดับ 19% ต้องปรับลดลงมาเหลือ 15% โดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และที่ต้องระวังคือ "นาฬิกา 150 วัน" (150-day clock) ที่จะสิ้นสุดลงในช่วงกลางปีนี้ (มาตรานี้มี "ข้อยกเว้น" ที่จะไม่เก็บภาษีในอัตรานี้สำหรับสินค้าบางกลุ่ม เช่น แร่สำคัญ โลหะ พลังงาน ยา และสินค้าเกษตรบางรายการ)
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ "Section 122" (มาตรา 122) อย่างเต็มตัว และมาตรานี้จะมีอายุถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ก่อนที่เราต้องมาลุ้นกันต่อว่าทรัมป์จะงัดมาตราไหนออกมาอีก
กระแสเงินทุนไหลไปที่ Value Stocks?
ในมุมมองของ InnovestX Reserach ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นจุดพักเงินที่น่าสนใจขึ้นมาทันที ด้วยเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้นและ Valuation ที่ดึงดูดใจ ทำให้ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าและพักตัวอยู่ในไทยนานกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวรอบนี้จะเป็นแบบ Selective Recovery (การฟื้นตัวแบบเฉพาะเจาะจง) ไม่ใช่การบวกเขียวทั้งกระดาน โดยเราต้องโฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้แรงผลักดันเชิงบวกจากการที่เพดานภาษีลดลงมาชั่วคราวเป็นหลักครับ
กลไกสำคัญคือการย้ายเงินเข้าสู่ Value Stocks (หุ้นคุณค่า) ในตลาดเกิดใหม่ ซึ่ง InnovestX ประเมินเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของ SET Index ปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,530 จุด โดยขยับขึ้นไปอิง PER (อัตราส่วนราคาต่อกำไร) ที่ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี หากมีแรงซื้อคืนจากต่างชาติในระดับ 90,000 ล้านบาทตามคาดการณ์
นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 31.4 - 31.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตามแรงอ่อนค่าของดอลลาร์ จะยิ่งเป็นแรงดึงดูดให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยนานขึ้นกว่าเดิม
👉🏻 หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำ (Value Play) ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐาน (BDMS, BEM, BJC, CPN, OR, PTTGC)
👉🏻 หุ้นที่เริ่มเห็นสัญญาณการซื้อคืน (Cover Short) มีสถานะขายชอร์ตสูงและเริ่มเห็นแรงซื้อกลับผ่าน NVDR (CPALL, GPSC, MINT, PTT, TIDLOR, WHA)
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์
ในสภาวะที่ความชัดเจนมีจำกัด การเลือกลงทุนแบบ Selective (การเลือกลงทุนเฉพาะตัว) คือทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เราต้องโฟกัสกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลดภาษีเป็น 15% ชั่วคราวในช่วง 150 วันนี้เป็นหลัก
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) มาแรงเป็นอันดับหนึ่งครับ เพราะภาษีที่ลดลงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ ทำให้ Margin (อัตรากำไร) และปริมาณขายของสินค้าที่ส่งออกจากไทยฟื้นตัวได้ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแปรรูป
- หุ้นที่ได้รับผลบวก: TU, ITC, AAI, PLUS, COCOCO และ SAPPE
- ปัจจัยหนุน: การลดลงของภาษีในระยะสั้นจะช่วยลดความกดดันด้านราคาสินค้าต่อผู้บริโภคปลายทาง ส่งผลให้ปริมาณการขายและอัตรากำไร (Margin) ของสินค้าที่ส่งออกจากไทยปรับตัวดีขึ้น
ถัดมาคือกลุ่มยาง (Rubber) ที่จะเห็นโมเมนตัมการกลับมาเติมสต็อก (Restocking) จากลูกค้าผู้ผลิตยางล้อในสหรัฐฯ ส่วนต่างภาษีที่ลดลง 4% ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียและจีนได้อย่างสูสีมากขึ้นหลังจากที่เคยเสียเปรียบในช่วงก่อนหน้า
- หุ้นที่ได้รับผลบวก: STA, STGT และ NER
- ปัจจัยหนุน: ส่วนต่างภาษีที่ลดลง 4% จะส่งผลบวกต่อโมเมนตัมคำสั่งซื้อยางธรรมชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางล้อไปสหรัฐฯ ที่จะเริ่มกลับมาเติมสต็อกสินค้า นอกจากนี้ยังส่งผลบวกต่อคำสั่งซื้อถุงมือยาง ทำให้บริษัทของไทยสามารถกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซียและจีนได้
สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) แม้จะได้ผลบวกในเชิง Volume (ปริมาณขาย) แต่ในแง่กำไรสุทธิอาจไม่หวือหวานัก เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นผู้จ่ายภาษีให้ลูกค้าสหรัฐฯ โดยตรงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Sentiment เชิงบวกจากการยกเลิก IEEPA ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นแรงซื้อเก็งกำไรในระยะสั้นให้กลับมาคึกคักได้
- หุ้นที่ได้รับผลบวก: DELTA, HANA และ KCE
- ปัจจัยหนุน: จะได้รับ Sentiment บวกในระยะสั้นและส่งผลดีต่อปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจไม่ได้ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้จ่ายภาษีให้กับลูกค้าในสหรัฐฯ อยู่แล้ว
=========================
Future Trends Ahead 2026
หนังสือสำหรับผู้อ่านทุกคน ทุกองค์กร กับข้อมูลเทรนด์ 62 เทรนด์ เพื่อธุรกิจและการลงทุนในปีที่ต้องเผชิญพายุ
เปิดขายแล้ววันนี้! สั่งซื้อได้ทั้งออนไลน์และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
👉🏻 สั่งซื้อออนไลน์: https://s.shopee.co.th/1gDTdVPvHc
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
