จุดจบสายเคลม… สู่โอกาสทองหุ้นยา ส่องหุ้น TMAN ในวันที่ระบบ ‘ร่วมจ่าย’ บีบคนให้ไปร้านขายยา

จุดจบสายเคลม… สู่โอกาสทองหุ้นยา ส่องหุ้น TMAN ในวันที่ระบบ ‘ร่วมจ่าย’ บีบคนให้ไปร้านขายยา

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

14 January 2026

ใครที่ติดตามข่าวสารประกันชีวิตคงจะเริ่มได้ยินมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่ามาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard) หรือเรื่อง Copayment สำหรับโรคเล็กน้อย (Simple Diseases) เริ่มมีการพูดถึงและทยอยใช้ตั้งแต่ปี 2025

เมื่อไม่กี่วันมานี้ บริษัทประกันสุขภาพเจ้าใหญ่ก็ออกแถลงว่าจะปิดการขายประกันแบบหมาจ่าย ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.69 เป็นต้นไป ในขณะที่ตลาดกำลังกังวลกับเส้นตายเดือนมีนาคม 2026 ที่บริษัทประกันภัยเตรียมยกเลิกแพ็กเกจ "เหมาจ่ายแบบ 100%" และนำระบบ **Copayment (ร่วมจ่าย)** มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ หลายคนมองเห็นวิกฤตของผู้บริโภคที่กำลังจะเปลี่ยนทิศจากการเข้าโรงพยาบาลไปร้านขายยา

เมื่อ "ไปโรงพยาบาล" แพงกว่าที่คิด

ระบบ Copayment ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ใหม่ตั้งแต่ปี 2568 และจะส่งผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมพฤติกรรม "การเคลมเกินความจำเป็น" โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases) กลไกดังกล่าวมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการกำหนดให้ผู้เอาประกันต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ดังนี้

กรณีที่ 1: เคลมโรคเล็กน้อยบ่อย หากมีการเคลมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และอัตราการเคลม (Claim Ratio) สูงกว่าหรือเท่ากับ 200% ของเบี้ยประกัน จะต้องร่วมจ่าย (Copayment) ในปีถัดไปในอัตรา 30% ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยครอบคลุมทุกค่ารักษาพยาบาล (รวมโรคร้ายแรง/ผ่าตัด)

กรณีที่ 2: ยอดเคลมรวมสูง หากอัตราการเคลม (Claim Ratio) สูงกว่าหรือเท่ากับ 400% ของเบี้ยประกัน (โดยไม่รวมผ่าตัดใหญ่/โรคร้ายแรง) จะต้องร่วมจ่ายในอัตรา 30% ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โดยครอบคลุมทุกค่ารักษาพยาบาลเช่นกัน

กรณีที่ 3: เข้าเงื่อนไขทั้งสองกรณี หากพบพฤติกรรมการเคลมบ่อยและยอดเคลมรวมสูงเกินเกณฑ์ทั้งสองข้อ จะต้องร่วมจ่ายในอัตราที่สูงขึ้นคือ 50% ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และครอบคลุมทุกค่ารักษาพยาบาลเช่นเดียวกับสองกรณีแรก

การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของประกันสุขภาพครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้เอาประกันภัยอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะ หลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลสำหรับอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย และ หันไปรักษาตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีเจ็บป่วยทั่วไป เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ หรือปวดศีรษะ

อาณาจักรสุขภาพภายใต้ TMAN

สิ่งที่ทำให้ TMAN แตกต่างจากผู้เล่นอื่นไม่ใช่แค่ความเก่าแก่กว่า 50 ปี แต่คือการวางโครงสร้างธุรกิจแบบ End-to-End Healthcare Solution ผ่าน 5 บริษัทย่อยที่แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทำให้ TMAN สามารถกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำ (วิจัย/ผลิต) ยันปลายน้ำ (จัดจำหน่าย)

โมเดลธุรกิจของ TMAN ขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลัก

1. Own Brand (Cash Cow & High Margin)

นี่คือหัวใจทำกำไรด้วย GPM สูงถึง ~50% นำทัพโดย Propoliz (ผู้นำตลาดสเปรย์พ่นคอ) และ Vita-C ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จมาจากฐานการผลิตที่ครอบคลุมทุก Segment:

ยาแผนปัจจุบัน: ผลิตโดย บจ. ที.แมน ฟาร์มา (TMAN ถือ 99.9%) รับหน้าที่ผลิตและนำเข้ายาคุณภาพสูง

สมุนไพร & Wellness: ผลิตโดย บจ. เฮเว่น เฮิร์บ (TMAN ถือ 99.9%) เจาะตลาดเทรนด์รักสุขภาพด้วยสมุนไพรและนวัตกรรมธรรมชาติ สินค้าที่เป็นที่รู้จัก เช่น ยาน้ำแก้ไอ ไอยรา และ โพรโพลิซ เมาท์ สเปรย์

และ บจ. ทีเอ็มทีโปรสปอร์ต (TMAN ถือ 99.9%) ผลิตภัณฑ์ชูโรงคือเวย์โปรตีนที่เจาะกลุ่มคนออกกำลังกายโดยเฉพาะ ทำให้ TMAN มีสินค้าครอบคลุม "ทุกช่วงวัย" ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ

2. Distributor & Partner (Growth Engine)

นอกเหนือจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนเองแล้ว บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทแม่ ยังรับหน้าที่เป็น "ผู้จัดจำหน่ายระดับประเทศ" โดยอาศัยความได้เปรียบจากเครือข่ายร้านขายยากว่า 10,000 แห่ง

นอกจากนี้ การจับมือกับ Bertram (เซียงเพียว) ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ของเครือข่ายการขนส่งและทีมขายอย่างเต็มที่ ส่งผลให้รายได้จากส่วนนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 500%

3. Innovation & OEM (The Brain & Efficiency)

นอกจากบริษัทผลิตและจัดจำหน่าย สำหรับหุ้น Healthcare ที่ดีต้องมี Innovation และ TMAN มี บจ. โนว่า เฮลธ์ (TMAN ถือ 99.9%) บริษัทภายใต้กลุ่มธุรกิจในเครือสำหรับพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ R&D Center ที่คอยวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ ป้อนเข้าสู่ตลาด

จากสัมภาษณ์ของคุณประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMAN เปิดเผยกับทันหุ้นว่า “บริษัทยังเร่งขยายพอร์ตในกลุ่ม ยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค”

หุ้นดีที่ราคายังถูก และโอกาสที่ตลาดยังมองข้าม?

TMAN จัดว่าเป็นหุ้นที่ Undervalued" (ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน) เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตและคู่แข่งในอุตสาหกรรม ปัจจุบัน TMAN ซื้อขายในระดับราคาที่ "ถูก" กว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความสามารถในการทำกำไรที่ใกล้เคียงหรือดีกว่า

- TMAN มีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 9.0 - 9.5 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BLC (13.0 - 13.7 เท่า) และ MEGA (14.0 - 14.5 เท่า)

- แม้จะมี P/E ต่ำ แต่ TMAN มีอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) อยู่ในระดับสูงที่ 19% - 20%

- Discount จากราคา IPO โดย TMAN ราคา IPO เดิมอยู่ที่ 16.30 บาท (คิดเป็น P/E ณ ตอนนั้น 15.6 เท่า) แต่ราคาปัจจุบันปรับตัวลงมาอยู่ในโซน 10.30 - 10.50 บาท ทำให้ค่า P/E ลดลงมาเหลือเพียงเลขหลักเดียว ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว

IAA Consensus มีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อ TMAN
- คำแนะนำ"ซื้อ" (Buy) 100% จาก บล.หยวนต้า , บล.เอเชียพลัส, บล.กสิกร
- ราคาเป้าหมายเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 17.60 บาท

หากเทียบราคาตลาดปัจจุบัน (ประมาณ 10.30 - 10.50 บาท) กับราคาเป้าหมายเฉลี่ย นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) สูงถึง 67% - 70%

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องนำมาคิดต่อ

- การพึ่งพาการนำเข้าสารตั้งต้นยา (API) จากต่างประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและ Supply Chain
- นโยบายภาครัฐ ความเสี่ยงจากการควบคุมราคากลางยา อาจกระทบมาร์จิ้นในช่องทางโรงพยาบาล

สรุป

TMAN เป็นหุ้นไทยตัวหนึ่งที่ยืนอยู่บนจุดตัดของ Mega Trend สังคมผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนระบบประกันสุขภาพมาเป็น Copayment ซึ่งถือว่าหุ้นตัวนี้ยังมีโอกาส Upside ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหา Defensive Growth Stock เข้าพอร์ต

📍 หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save