ดีใจได้วันเดียว สงครามไม่จบจริง หุ้นร่วง น้ำมันพุ่ง ทองผันผวน คนยุติสงครามโดนโจมตี คนลงทุนเอายังไงต่อ?

ดีใจได้วันเดียว สงครามไม่จบจริง หุ้นร่วง น้ำมันพุ่ง ทองผันผวน คนยุติสงครามโดนโจมตี คนลงทุนเอายังไงต่อ?

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

02 April 2026

เมื่อวาน (1 เม.ย.) บางตลาดหุ้นทั่วเอเชียพุ่ง ดาวโจนส์ +1,100 จุด เมื่อทุกคนโล่งใจและคิดว่า "สงครามใกล้จบแล้ว" แต่เช้านี้ (2 เม.ย.) ข่าวที่ออกมาทำให้ภาพเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

คามาล คาราซี (Kamal Kharazi) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสูงสุดอิหร่าน และที่สำคัญกว่านั้น เขาคือผู้ที่กำลังดูแลการเจรจาลับผ่านปากีสถานเพื่อจัดการประชุมระหว่างอิหร่านกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ JD Vance (เป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ถูกโจมตีทางอากาศที่บ้านพักใจกลางกรุงเตหะราน เขาบาดเจ็บสาหัส และภรรยาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

สรุปสั้นๆ คือคนที่กำลังจะทำให้สงครามจบ ถูกโจมตี

ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงสำคัญมากกว่าที่คิด?

ในทางการทูต คาราซีไม่ได้เป็นแค่ "อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ" ที่เกษียณแล้ว เขาเป็น เส้นทางลับของการเจรจา ที่ทั้งสองฝ่ายพอจะไว้ใจได้ ประธานาธิบดีอิหร่าน Masoud Pezeshkian บอกว่าเหตุการณ์นี้คือ "การพยายามขัดขวางการทูต" ซึ่งหมายความว่า ช่องทางหยุดยิงที่ตลาดวิ่งขึ้นไปรับเมื่อวานอาจเพิ่งถูกตัดขาด

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนต้องปรับมุมมองทันที

1. ค่าน้ำมัน เดือนเมษายนจะหนักกว่ามีนาคมสองเท่า

ก่อนข่าวคาราซีจะออกมา IEA (สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ) ก็ออกมาเตือนแล้วว่า
"เมษายนจะเลวร้ายกว่ามีนาคมอย่างน้อยสองเท่า"

เพราะว่า ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมีนาคม เรือบรรทุกน้ำมันที่ออกเดินทางก่อนปิดช่องแคบฮอร์มุซยังทยอยมาถึงท่าเรืออยู่ แต่ในเดือนเมษายน เรือพวกนั้นจะหมดแล้ว และไม่มีเรือลำใหม่ออกมาจากฮอร์มุซเลย ผลลัพธ์คือการขาดแคลนน้ำมันจะรุนแรงกว่าเดิมมาก

IEA ประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาว่า สงครามในตะวันออกกลาง (ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน) ก่อให้เกิด “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” (largest supply disruption in the history of the global oil market) และผลกระทบหนักกว่าวิกฤตน้ำมันปี 1973 (สงครามยมคิปปูร์) และ ปี 1979 (ปฏิวัติอิหร่าน) รวมกัน และ หนักกว่าผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 ด้วยซ้ำ เนื่องจากโลกสูญเสียปริมาณน้ำมันวันละ ~8-11 ล้านบาร์เรล

แม้ Trump ยังกำหนด Deadline ให้อิหร่านเปิดฮอร์มุซในวันที่ 6 เมษายน แต่ข่าวร้ายหลัก Deadline นั้นยังไม่ได้รับประกันอะไร อีกทั้งคนที่เป็นตัวกลางกลับโดนโจมตี

นอกจากข่าวนี้แล้ว ตลาดยังมีปฏิกิริยาโดยตรงจากคำแถลงของทรัมป์ ที่บอกว่า สหรัฐฯ จะ “โจมตีอิหร่านอย่างหนัก” ในช่วง 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ก็บอกว่าสงคราม “ใกล้สิ้นสุด” และ “บรรลุเป้าหมายหลัก อีกทั้งเขายังขู่จะ “นำอิหร่านกลับสู่ยุคหิน ” และบอกว่าช่องแคบฮอร์มุซจะ “เปิดเองตามธรรมชาติ” หลังสงครามจบ (ไม่ใช่หน้าที่ของสหรัฐฯ) นั่นทำให้ตลาดผันผวนสูง เพราะนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งต่อและสงครามจะยืดเยื้ออีกสักพักก่อนจะจบจริง ๆ

ข่าวนี้ทำให้สถานการณ์ตลาดล่าสุด (เช้าวันที่ 2 เม.ย. 2026) หุ้นเอเชีย ปรับตัวลงแรง

  • Nikkei 225 ของญี่ปุ่น -1.4% ถึง -1.5%
  • Kospi เกาหลีใต้ร่วงหนักกว่า 2.6–3.4%
  • Hang Seng ฮ่องกง -0.8% ถึง -1%
  • US equity futures ลดลงราว 0.7–1%
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมาที่ 4.36%
  • ราคาน้ำมัน Brent พุ่งกว่า 4–5% แตะระดับ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บางช่วงสูงสุด 106.42)

ท่องเที่ยวไทยโรงแรมลดราคา 40-70% แต่ยังไม่มีคนจอง

ภาพที่น่าใจหายที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคือ โรงแรมระดับหรูทั่วประเทศกำลัง ลดราคาห้องพักลง 40-70% เพื่อดึงลูกค้า แต่ก็ยังไม่ได้ผลมากพอ ตัวเลขจากอุตสาหกรรมชัดเจนอัตราการจองล่วงหน้าสงกรานต์ 2569 ร่วงลงมาอยู่ที่ 55-60% จากปกติ 60-70% และแทนที่จะได้ Occupancy 90% แบบที่เคยทำได้ในสงกรานต์ปีก่อน ๆ ปีนี้โรงแรมหลายแห่งหวังแค่ ไม่หลุดต่ำกว่า 70%

ตลาดยุโรปซึ่งปกติคิดเป็น 30% ของนักท่องเที่ยวเชียงใหม่ช่วงนี้ยกเลิกจองแทบหมด เพราะบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง (ดูไบ, โดฮา) ไม่ได้ ตลาดตะวันออกกลางที่ "ใช้จ่ายสูงแต่สัดส่วนเล็ก" ลดลงถึง 55% ตลาดระยะไกลทั้งหมดล้วนระมัดระวังการเดินทาง ขณะที่ภูเก็ตยกเลิกจองแล้วกว่า 10% ทั้งหมดนี้แปลว่า ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวสูงสุด 600,000 คน และรายได้กว่า 40,000 ล้านบาทถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นักลงทุนเอายังไงต่อ?

ท่ามกลางความมืดมนนี้ นักวิเคราะห์จาก Maybank Securities กลับส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไป โดยบอกว่า "นี่คือ Ultimate Buying Opportunity สำหรับหุ้นท่องเที่ยวไทย"

โดยชี้ว่าหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวลงไปแล้ว 25% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม ซึ่งมากกว่าที่ Fundamental พื้นฐานของธุรกิจควรจะลดลง หุ้นที่ Maybank มองว่าน่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ได้แก่ AOT (เป้า 60 บาท) เพราะเป็นสนามบินที่ได้ประโยชน์จากเที่ยวบินที่ต้องเบี่ยงเส้นทาง (บินอ้อมจากยุโรป-เอเชียผ่านไทยแทน) ERW (เป้า 3.60 บาท) เพราะ HOP INN ยังโตได้แม้ช่วงวิกฤต และ MINT (เป้า 30.50 บาท) ที่มีธุรกิจในหลายประเทศช่วยกระจายความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม Maybank เองก็ยอมรับว่า "ตลาดจีนและเอเชียใกล้เคียงเท่านั้นที่จะช่วยพยุงได้ ยุโรปและตะวันออกกลางยังจะหายไปอีกพักใหญ่"

บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกว่า สงครามอ่าวเปอร์เซียช่วงปี 90s ทำให้น้ำมันพุ่ง 171% แต่เมื่อสงครามจบ การท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วมาก กลุ่มไทยที่ตกหนักที่สุดจะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นแรงที่สุด

ดังนั้น ถ้าวันที่ 6 เมษายน ฮอร์มุซเปิดได้ หรือมีสัญญาณหยุดยิงชัดเจน นั่นคือสัญญาณ "เข้าซื้อหุ้นท่องเที่ยว" แบบมั่นใจ แต่ถ้าวันที่ 6 เมษายน ผ่านไปแล้วสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย หรือมีการโจมตีเพิ่มเติม ถือเงินสดรอต่อ อย่าฝืนดักซื้อตอนตลาดยังลงไม่หยุด

ในระหว่างนี้ การกระจายพอร์ตไปยัง หุ้น Domestic Consumption อย่าง CPN ยังเป็น Hedging ที่ดี เพราะคนไทยที่ไม่เดินทางต่างประเทศก็ยังต้องใช้เงินในประเทศ

บทสรุป

ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตลาดพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ข่าวสงครามเปลี่ยนทุกอย่างได้ภายในคืนเดียว" นักลงทุนที่รีบซื้อหุ้นท่องเที่ยวตาม Momentum เมื่อวาน อาจเจ็บปวดวันนี้ แต่นักลงทุนที่อ่านภาพใหญ่ ตั้ง Stop-Loss ชัดเจน และรอสัญญาณก่อนเข้า จะอยู่รอดและได้กำไรในระยะยาว

⚠️ บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายหลักทรัพย์ สถานการณ์ตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ข้อมูลในบทความอ้างอิงจากแหล่งข่าวสารล่าสุด ณ วันที่ 2 เมษายน 2569 ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save