สินทรัพย์ที่น่าซื้อในช่วงสงคราม คือ “หุ้นคุณภาพดีที่ราคาตก” ไม่ใช่ “เงินสด – ทองคำ – คริปโต”

สินทรัพย์ที่น่าซื้อในช่วงสงคราม คือ “หุ้นคุณภาพดีที่ราคาตก” ไม่ใช่ “เงินสด – ทองคำ – คริปโต”

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

07 March 2026

ในนาทีนี้ ต้องยอมรับว่า "ความกังวลต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า" คือความรู้สึกที่ปกคลุมไปทั่วโลก จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยากจะคาดเดาว่าบทสรุปครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

แน่นอนว่าไฟสงครามไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่มันส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกของ "การลงทุน" ที่ต้องเผชิญกับความผันผวน จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มสับสนและตกอยู่ในภาวะที่หาทางออกไม่เจอ

ทว่าในห้วงเวลาแห่งความกลัวเช่นนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับตำนาน กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป ลองมาดูไปพร้อมกันว่า ในวันที่โลกตึงเครียดเช่นนี้ ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเขามองหาโอกาส มีมุมมองต่อสินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

เงินสด

บัฟเฟตต์มองว่า การถือเงินสดในช่วงสงคราม คือ ทางเลือกที่เสียเปรียบที่สุด เนื่องจากการทำสงครามมีค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาล รัฐบาลจำเป็นต้องขึ้นภาษี กู้ยืมเงิน และพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและกัดกินอำนาจซื้อของเงินตราได้

ทองคำและคริปโตฯ

ในมุมมองของบัฟเฟตต์ ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แม้จะขัดแย้งกับนักลงทุนส่วนมากที่มักแห่ไปซื้อทองคำหรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เพื่อเป็น “หลุมหลบภัย” ในยามวิกฤติ แต่บัฟเฟตต์มองต่างออกไป โดยไม่แนะนำให้กักตุนทั้งทองคำและคริปโตฯ

บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่า หากเขาเลือกความปลอดภัยด้วยการซื้อทองคำท่ามกลางวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 มูลค่าของมันอาจเติบโตขึ้นเพียงระดับหนึ่งตามกลไกตลาด

แต่ในทางตรงกันข้าม หากเขาเลือกเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและลงทุนในดัชนีหุ้น S&P 500 ผลตอบแทนที่ได้มีโอกาสมากกว่าทองคำ เพราะมองว่าหุ้นคือการลงทุนในกิจการที่มีการผลิต มีนวัตกรรม และสร้างกำไรตลอดเวลา ต่างจากทองคำที่เป็นเพียงสินทรัพย์ที่อยู่นิ่งๆ เท่านั้น

หุ้น

เมื่อไม่ให้ถือเงินสด ทองคำ หรือคริปโตฯ แล้วบัฟเฟตต์เลือกอะไร?

คำตอบของเขาคือการสะสม "หุ้นคุณภาพดีที่ราคาตกลงมา"

บัฟเฟตต์มองว่าช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนักเพราะความตื่นตระหนก ถือเป็นโอกาสทองในการซื้อหุ้นชั้นดีในราคาถูก ดังคติประจำใจของเขาที่ว่า "จงกลัวเมื่อผู้อื่นโลภ และจงโลภเมื่อผู้อื่นกลัว"

บัฟเฟตต์มีความชอบใน "สินทรัพย์ที่สร้างผลผลิตได้" เช่น ธุรกิจที่แข็งแกร่ง พื้นที่ทางการเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ เพราะสินทรัพย์เหล่านี้สามารถสร้างรายได้ กระแสเงินสด และมักจะสามารถปรับตัวหรือรักษามูลค่าได้ดีเมื่อราคาสินค้าในตลาดพุ่งสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ

สุดท้าย ความเชื่อนี้กำลังบอกเราว่า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและฝุ่นควันของสงคราม คนที่เจ็บหนักที่สุดมักจะเป็นนักลงทุนที่ละทิ้งแผนการระยะยาว เพียงเพราะปล่อยให้ความกลัวระยะสั้นเข้ามาครอบงำ

ดังนั้น การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการมองหาสินทรัพย์ที่ผลิตรายได้ จึงอาจจะเป็นหนทางรักษามูลค่าความมั่งคั่งได้ดีที่สุดในระยะยาว

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save