
สินทรัพย์ที่น่าซื้อในช่วงสงคราม คือ “หุ้นคุณภาพดีที่ราคาตก” ไม่ใช่ “เงินสด – ทองคำ – คริปโต”
ในนาทีนี้ ต้องยอมรับว่า "ความกังวลต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า" คือความรู้สึกที่ปกคลุมไปทั่วโลก จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยากจะคาดเดาว่าบทสรุปครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด
แน่นอนว่าไฟสงครามไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ในพื้นที่ขัดแย้ง แต่มันส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในโลกของ "การลงทุน" ที่ต้องเผชิญกับความผันผวน จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มสับสนและตกอยู่ในภาวะที่หาทางออกไม่เจอ
ทว่าในห้วงเวลาแห่งความกลัวเช่นนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับตำนาน กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป ลองมาดูไปพร้อมกันว่า ในวันที่โลกตึงเครียดเช่นนี้ ปรมาจารย์ด้านการลงทุนเขามองหาโอกาส มีมุมมองต่อสินทรัพย์ลงทุนอย่างไร
เงินสด
บัฟเฟตต์มองว่า การถือเงินสดในช่วงสงคราม คือ ทางเลือกที่เสียเปรียบที่สุด เนื่องจากการทำสงครามมีค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาล รัฐบาลจำเป็นต้องขึ้นภาษี กู้ยืมเงิน และพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและกัดกินอำนาจซื้อของเงินตราได้
ทองคำและคริปโตฯ
ในมุมมองของบัฟเฟตต์ ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แม้จะขัดแย้งกับนักลงทุนส่วนมากที่มักแห่ไปซื้อทองคำหรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เพื่อเป็น “หลุมหลบภัย” ในยามวิกฤติ แต่บัฟเฟตต์มองต่างออกไป โดยไม่แนะนำให้กักตุนทั้งทองคำและคริปโตฯ
บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่า หากเขาเลือกความปลอดภัยด้วยการซื้อทองคำท่ามกลางวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ 2 มูลค่าของมันอาจเติบโตขึ้นเพียงระดับหนึ่งตามกลไกตลาด
แต่ในทางตรงกันข้าม หากเขาเลือกเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและลงทุนในดัชนีหุ้น S&P 500 ผลตอบแทนที่ได้มีโอกาสมากกว่าทองคำ เพราะมองว่าหุ้นคือการลงทุนในกิจการที่มีการผลิต มีนวัตกรรม และสร้างกำไรตลอดเวลา ต่างจากทองคำที่เป็นเพียงสินทรัพย์ที่อยู่นิ่งๆ เท่านั้น
หุ้น
เมื่อไม่ให้ถือเงินสด ทองคำ หรือคริปโตฯ แล้วบัฟเฟตต์เลือกอะไร?
คำตอบของเขาคือการสะสม "หุ้นคุณภาพดีที่ราคาตกลงมา"
บัฟเฟตต์มองว่าช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนักเพราะความตื่นตระหนก ถือเป็นโอกาสทองในการซื้อหุ้นชั้นดีในราคาถูก ดังคติประจำใจของเขาที่ว่า "จงกลัวเมื่อผู้อื่นโลภ และจงโลภเมื่อผู้อื่นกลัว"
บัฟเฟตต์มีความชอบใน "สินทรัพย์ที่สร้างผลผลิตได้" เช่น ธุรกิจที่แข็งแกร่ง พื้นที่ทางการเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ เพราะสินทรัพย์เหล่านี้สามารถสร้างรายได้ กระแสเงินสด และมักจะสามารถปรับตัวหรือรักษามูลค่าได้ดีเมื่อราคาสินค้าในตลาดพุ่งสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ
สุดท้าย ความเชื่อนี้กำลังบอกเราว่า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและฝุ่นควันของสงคราม คนที่เจ็บหนักที่สุดมักจะเป็นนักลงทุนที่ละทิ้งแผนการระยะยาว เพียงเพราะปล่อยให้ความกลัวระยะสั้นเข้ามาครอบงำ
ดังนั้น การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการมองหาสินทรัพย์ที่ผลิตรายได้ จึงอาจจะเป็นหนทางรักษามูลค่าความมั่งคั่งได้ดีที่สุดในระยะยาว
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
