หุ้นมะพร้าวไทย COCOCO หลังพายุ “น้ำมะพร้าวปลอม” ในจีน จับตากลยุทธ์แก้เกม ฐานผลิตฟิลิปปินส์ – อาหารสัตว์ สู่เป้าหมายหมื่นล้าน

หุ้นมะพร้าวไทย COCOCO หลังพายุ “น้ำมะพร้าวปลอม” ในจีน จับตากลยุทธ์แก้เกม ฐานผลิตฟิลิปปินส์ – อาหารสัตว์ สู่เป้าหมายหมื่นล้าน

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

07 March 2026

ปี 2025 นับเป็นบททดสอบสำคัญของหุ้นมะพร้าวไทย COCOCO (บมจ. ไทย โคโคนัท) หลังยอดส่งออกน้ำมะพร้าวไปจีนสะดุดจากปัญหา “น้ำมะพร้าวปลอม” ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงยังเข้ามากดดันอัตรากำไร ส่งผลให้ผลประกอบการช่วงปลายปีอ่อนตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวร้ายส่วนใหญ่ถูกสะท้อนในราคาหุ้นไปพอสมควรแล้ว สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาต่อจากนี้คือ เกมรุกครั้งใหม่ในปี 2026 เมื่อบริษัทเริ่มเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะถัดไป โดยตั้งเป้าผลักดันรายได้สู่ระดับ หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับเสถียรภาพของกำไรในระยะยาว

ธุรกิจหลักของ COCOCO

ข้อมูลจาก SET Smart Moves ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทย โคโคนัท (COCOCO) ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ COCOCO ทำธุรกิจ 4 ธุรกิจหลัก

1. ธุรกิจผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว

อาทิ กะทิ น้ำมะพร้าว และขนมขบเคี้ยว ดำเนินการภายใต้บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมะพร้าวเบอร์ 1 ของไทยไปยังตลาดโลกกว่า 100 ประเทศ

2. ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

ดำเนินการภายใต้ บริษัท ไทย ออซั่ม จำกัด (Thai Awesome) โดยเน้นผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงประเภทเปียก มีทั้งรูปแบบการรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ใหญ่ในอเมริกาซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70% และผลิตภายใต้แบรนด์ของตัวเองประมาณ 30% เช่น แบรนด์ Moochie

3. ธุรกิจอาหารและขนมไทยแช่แข็งส่งออก (Thai Premium Street Food)

เป็นธุรกิจที่นำอาหารและขนมไทยที่เป็น Soft Power เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะพร้าว ไอศกรีมมะม่วง ไอศกรีมทุเรียน ขนมครก และขนมบ้าบิ่น มาทำเป็นผลิตภัณฑ์แช่แข็งเพื่อส่งออกไปยังตลาดอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

4. ธุรกิจฐานการผลิตกะทิในต่างประเทศ (Novo Coconut)

เป็นการตั้งโรงงานผลิตกะทิแห่งใหม่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกาโดยตรง การขยายฐานการผลิตนี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องต้นทุน เนื่องจากมะพร้าวที่ฟิลิปปินส์มีราคาถูกกว่าไทยกว่า 40-50% และยังมีปริมาณมาก

ยุทธศาสตร์การเติบโต 2026-2028: เป้าหมายหมื่นล้านและ New S-Curve

COCOCO วาง Roadmap เชิงรุก (Aggressive Growth) โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2026 ที่ 9.7 พันล้านบาท (+45% YoY) และพุ่งสู่ 1.4 หมื่นล้านบาทในปี 2028 (20% CAGR) ด้วยโครงสร้างรายได้เป้าหมายที่ 50/30/20 (น้ำมะพร้าว/กะทิ/อาหารสัตว์)

- ธุรกิจน้ำมะพร้าว

ตั้งเป้า 4.7 พันล้านบาทในปี 2026 เน้นขยายตลาดอเมริกาและยุโรปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมี Catalyst สำคัญคือ การเจรจาความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Vita COCO ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นการยกระดับฐานรายได้ครั้งใหญ่

- ธุรกิจกะทิ

ตั้งเป้า 3 พันล้านบาทในปี 2026 โดยจะใช้โรงงานฟิลิปปินส์เป็นหัวหอกในการทำราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

- ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Thai Awesome)

ตั้งเป้าโต 100% สู่ 1.7 พันล้านบาทในปี 2026 ปัจจุบันมียอดคำสั่งซื้อ (Order Book) รองรับครบ 100% แล้ว สะท้อนถึง Revenue Visibility ที่สูงมาก พร้อมเตรียม Spin-off เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ปี 2027

พลิกเกมด้วยฐานการผลิตฟิลิปปินส์และสินค้าใหม่

จุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่จะเกิดขึ้นใน 2H26 คือการเดินเครื่องโรงงานใหม่ในฟิลิปปินส์ (50,000 ตัน/ปี) ซึ่งจะเข้ามาแก้ปัญหา Margin Compression อย่างถาวร ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหนือกว่าการผลิตในไทย อย่าง

  • Tax Benefits: ได้รับสิทธิ DCTS และ GSP ส่งผลให้ราคาส่งออกถูกลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • Zero Tax: ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (0%) เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการดัน ROE และฐานกำไรสุทธิ
  • Supply Stability: ต้นทุนวัตถุดิบในฟิลิปปินส์มีความผันผวนน้อยกว่าไทย ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับ GPM ระยะยาว

ระยะสั้นใน 2Q26 คือการเปิดตัวสินค้าใหม่ใน 7-11 ได้แก่ Thai COCO (น้ำมะพร้าวน้ำหอม 100%) และ Hydaily ที่เป็น Functional Drink ผสม L-Theanine และ Goji Berry ซึ่งเป็นสินค้า Value-added ที่มี Margin สูงกว่าปกติ

ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์

Pi Research มองว่าราคาหุ้น COCOCO ในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยลบ (Priced-in) จากประเด็นน้ำมะพร้าวปลอมในจีนและวิกฤตต้นทุนวัตถุดิบในปี 2025 ไปเกือบทั้งหมดแล้ว แม้ภาพรวมผลประกอบการจะดูอ่อนแอในช่วงสั้น แต่เชื่อว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) จากฐานการผลิตใหม่ในต่างประเทศและการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจ High-margin อย่างอาหารสัตว์เลี้ยง

ผลการดำเนินงาน 4Q25 ของ COCOCO รายงานกำไรสุทธิที่ 32 ล้านบาท (-61% YoY) อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนพิจารณาที่ กำไรปกติ (Core Profit) จะอยู่ที่ 43 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนภาพการดำเนินงานที่แท้จริงได้ดีกว่า โดยสาเหตุหลักที่ฉุดรั้งคือยอดขายน้ำมะพร้าวที่ลดลง 20% YoY จากปัญหาความเชื่อมั่นเรื่องน้ำมะพร้าวปลอมในจีน

วิกฤตดังกล่าวบีบให้ COCOCO ต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้นช่องทาง Retail ที่มี Margin สูง ไปสู่ช่องทาง Modern Trade และ OEM เพื่อรักษาปริมาณการขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของน้ำมะพร้าวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 28.9% ใน 2Q24 มาเหลือ 21.2% ใน 4Q25

Pi Reserach คงคำแนะนำ "ถือ (HOLD)" มูลค่าพื้นฐานที่ 5.80 บาท (อิง 16x PE'26E) แม้ราคาปัจจุบันจะมี Upside จำกัด แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Div. Yield) ที่ระดับ 4.4% - 5.6% ในปี 2026-2027 เป็นเกณฑ์ที่จูงใจและช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside Protection)

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับการให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save