
แร่ที่ Demand กำลังแซง Supply โลหะหัวใจของยุค AI และพลังงานสะอาด โอกาสลงทุนในแร่เงิน (Silver) ที่ Demand เติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20% แต่ Supply เพิ่มกำลังการผลิตได้เพียง 1% ต่อปี
เคยสงสัยหรือไม่ว่าเบื้องหลังนวัตกรรมสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ทโฟน หรือซอฟต์แวร์ที่สรุปข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโลก รวมถึงพาหนะที่คุณใช้นั่งไปทำงาน มีวัตถุดิบสำคัญอะไรซ่อนอยู่?
คำตอบคือ "แร่เงิน (Silver)" หนึ่งในวัตถุดิบที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน แต่เป็นโลหะที่รู้จักเป็นอย่างดีในฐานะเครื่องประดับหรือสินทรัพย์มีค่า แต่รู้ไหมว่าเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าได้ผลักดันให้แร่เงินกำลังก้าวข้ามบทบาทเดิม และกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในทุกด้าน
ทำไมโลกถึงต้องการ ‘เงิน’ มากกว่าที่เคย
ในโลกที่ทุกอย่างกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและข้อมูล “เงิน” ไม่ได้เป็นเพียงโลหะมีค่าที่ใช้เก็บมูลค่าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจยุคใหม่
แร่เงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้งานทุกวัน ตั้งแต่สวิตช์ ไปจนถึงแล็ปท็อปและสมาร์ตโฟน สิ่งที่ทำให้แร่เงินแตกต่างจากโลหะมีค่าอื่น คืออุปสงค์ไม่ได้มาจากการลงทุนหรือการสะสมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการผลิตและเครื่องประดับ ทำให้ความต้องการแร่เงินเคลื่อนไหวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจจริง มากกว่าความเชื่อหรือความกลัวของนักลงทุน
และในวันนี้ บทบาทของแร่เงินกำลังเปลี่ยนไปอีกขั้น จากโลหะมีค่า สู่ “โลหะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ด้วยคุณสมบัติการเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดในโลก แร่เงินจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของเมกะเทรนด์ระดับโลก ตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด ไปจนถึงระบบดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความต้องการแร่เงินจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะกระแสเก็งกำไร แต่เพิ่มขึ้นเพราะโลกยุคใหม่ “ต้องใช้มันจริง ๆ” เช่น
- เทรนด์การปฏิวัติพลังงานสะอาด (The Green Energy Revolution)
บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของแร่เงินในยุคนี้คือการเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) ข้อมูลจาก The Silver Institute ระบุว่า ในปี 2024 ความต้องการใช้แร่เงินในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17% ของความต้องการแร่เงินทั้งหมด และนี่คือแหล่งอุปสงค์ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกจึงหมายถึงความต้องการแร่เงินที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
- การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI (The Digital and AI Transformation)
แร่เงินมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่ไม่มีโลหะชนิดใดเทียบได้ นั่นคือการเป็น "ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดในโลก" ทำให้มันกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ วงจรความต้องการที่เชื่อมโยงถึงกัน การเติบโตของ Data Center เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล ส่งผลให้การลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ต้องเร่งตัวขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้แร่เงินได้รับการขนานนามว่าเป็น "AI Infrastructure Metal" หรือโลหะพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งยุค AI อย่างแท้จริง
- สถานะสองบทบาท สินทรัพย์ปลอดภัยและวัตถุดิบอุตสาหกรรม
สิ่งที่ทำให้แร่เงินแตกต่างจากโลหะมีค่าอื่น ๆ คือการมีบทบาทคู่ขนาน ในด้านหนึ่ง มันทำหน้าที่เป็น แหล่งเก็บมูลค่า (Store of Value) คล้ายกับทองคำ ในยามที่เศรษฐกิจผันผวน แต่ในอีกด้านหนึ่ง อุปสงค์กว่าครึ่งหนึ่งของแร่เงินมาจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผูกติดอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจโลกโดยตรง สถานะสองบทบาทนี้ทำให้แร่เงินมีมิติการเติบโตที่หลากหลายและได้รับประโยชน์จากทั้งการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและการขยายตัวของเศรษฐกิจภาคการผลิต
เมื่อ ‘ดีมานด์’ วิ่งแซง ‘ซัพพลาย’
คุณคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส และ คุณธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี ได้ให้ข้อมูลไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ “โต๊ะกองทุน Wealthythai” สรุปได้ว่า
ในตลาด แร่เงิน มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะโลหะมีค่าและเป็นโลหะที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมขณะที่ความต้องการแร่เงินเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20% แต่ฝั่งอุปทานกลับสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียง 1% ต่อปีเท่านั้น ส่งผลให้ตลาดแร่เงินเข้าสู่ภาวะขาดดุล (Deficit) อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2021 และคาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2026 ปัจจุบัน ตลาดกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแร่เงินมาเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แม้มีการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นถึง 24% ก็ยังไม่สามารถชดเชยช่องว่างนี้ได้
มีความต้องการตลอดอาจไม่ได้หายาก แต่ทำไมขาดแคลน?
คุณธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ไว้ถึง โครงสร้างการผลิตแร่เงินว่ามีมีลักษณะเฉพาะตัว โดยระบุว่า กว่า 70% ของแร่เงินทั่วโลกเป็นผลพลอยได้ (By-product) จากการทำเหมืองแร่หลักชนิดอื่น เช่น ทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี
ด้วยเหตุนี้ การผลิตแร่เงินจึงมีความยืดหยุ่นต่ำและมีข้อจำกัดด้านอุปทานที่รุนแรงมาก แม้ราคาแร่เงินจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตก็ไม่สามารถเร่งกำลังการผลิตได้ทันที เนื่องจากกำลังการผลิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับความต้องการของแร่หลักอย่างทองแดงและตะกั่วเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ การเปิดเหมืองแร่แห่งใหม่ยังต้องใช้เวลาเตรียมการยาวนานถึง 4-8 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อุปทานของแร่เงินขาดความยืดหยุ่นโดยสิ้นเชิง
Deutsche Bank คาดว่าอุปสงค์จากนักลงทุนจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า ซึ่งจะยิ่งทำให้ปริมาณแร่เงินที่เหลือสำหรับภาคอุตสาหกรรมตึงตัวมากขึ้น โดยธนาคารประเมินว่ากองทุน ETF จะถือครองแร่เงินรวมราว 1,100 ล้านทรอยออนซ์ (Troy Ounce) ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งจะสูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่ทำไว้ในปี 2021
นอกจากนี้ นักลงทุนอาจเข้าซื้อแร่เงินล่วงหน้าเพื่อรับมือกับความต้องการที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น จากแรงผลักดันระดับโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แร่เงินถูกใช้ในเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งสองภาคส่วนคาดว่าจะมีความต้องการสูงต่อเนื่องไปอีกระยะยาว
l> ปัจจุบัน Silver ปิดบวกใน Timeframe Week ที่ระดับราคา 61.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยขึ้นมาทำ New high ที่ High สูงสุด 64.65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ วันจันทร์นี้ราคาเปิดตลาดอยู่ที่ 61.91 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้มองได้ว่าราคา Silver ยังคงวิ่งอยู่ในกรอบขาขึ้น โดยจะมีแนวต้านอยู่ที่ระดับราคา ช่วง 64.2-66.14 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (อ้างอิงข้อมูลจาก ausiris ผู้นำเข้าโลหะเงินบริสุทธิ์ 99.99%, 15 Dec 2025)
แร่เงิน ราคาร้อนแรงเกินไปแล้วหรือเปล่า?
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท MTS Gold แม่ทองสุก วิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ไว้ใน ช่องรายการ Follow The Money ตอน “Silver ทำกำไร แล้วไปต่อ”
อ้างอิงจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง 110+ % ซึ่งเป็นการขึ้นที่ชันและรวดเร็วมาก ราคาเริ่มต้นปีอยู่ที่ประมาณ 28.89 ดอลลาร์ และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 61.92 - 62.66 ดอลลาร์
นพ.กฤชรัตน์ ให้ความเห็นว่า ให้ขายทำกำไรออกไปบ้างบางส่วน และระมัดระวังแรงเทขายทำกำไร เนื่องจากสภาพของกราฟทางเทคนิค (RSI และ MACD) บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะ Overbought (Overbard) และกราฟมี.ลักษณะคล้ายทองคำที่ขึ้นชันและใกล้จะ "อิ่มตัว"
โดยภาพรวมของโครงสร้างราคาเงินนั้นยังคงมาจากปัจจัยพื้นฐานคือ อุปสงค์ (Demand) ที่มากกว่าอุปทาน (Supply)ประมาณ 2% ปัจจัยหนุน มาจากความต้องการหลักมาจากหมวด High Technology และอุตสาหกรรม ตราบใดที่อุปสงค์ยังคงมีลักษณะเช่นนี้ แร่เงินก็ยังมีโอกาสขึ้นต่อได้ แต่ก็ไม่น่าจะร้อนแรงขนาดนี้
มองผ่านเลนส์การลงทุน ‘เงิน’ กำลังไหลไปทางไหน?
หากมองแร่เงินในฐานะ “โอกาสการลงทุน” ทางเลือกไม่ได้มีแค่การถือครองโลหะโดยตรงเท่านั้น
หนึ่งในช่องทางที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น คือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทเหมืองเงิน
มุมมองจาก InnovestX ในเชิงโครงสร้างความต้องการ แร่เงินมีจุดเด่นที่แตกต่างจากโลหะมีค่าอื่น เพราะถูกใช้งานทั้งในฐานะโลหะมีค่าและวัตถุดิบอุตสาหกรรม ความต้องการจึงไม่ได้ผูกอยู่กับอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการเติบโตของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานแสงอาทิตย์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม โอกาสย่อมมาพร้อมความเสี่ยง ทั้งราคาแร่เงินและหุ้นเหมืองเงินมีความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างมีนัยสำคัญ และได้รับผลกระทบโดยตรงจากวัฏจักรเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาสามารถปรับลงได้แรงไม่แพ้ช่วงขาขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในแร่เงินหรือหุ้นเหมืองเงินจึงเหมาะกับนักลงทุนที่ รับความผันผวนได้สูง และมีมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของแร่เงินในฐานะวัตถุดิบสำคัญของโลกอนาคต มากกว่าการมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบทองคำเพียงอย่างเดียว
สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในธีมนี้ ปัจจุบันมีหลายๆ บล. เปิดกองทุนเหมืองเงิน อาทิ
- กองทุน DAOL-SILVER: ลงทุนในกองทุนหลัก Global X Silver Miners ETF (SIL) ซึ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยตรงในอุตสาหกรรมเหมืองเงินทั่วโลกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจ และการถลุงแร่
- กองทุน A-SLVP: ลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF ซึ่งลงทุนอ้างอิงดัชนีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจหรือการทำเหมืองแร่เงินหรือโลหะที่เกี่ยวข้องทั่วโลก
- กองทุน MSILVER: ลงทุนในกองทุนหลัก iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF เช่นเดียวกับกองทุน A-SLVP ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานของหุ้นบริษัทที่ทำเหมืองแร่เงินหรือโลหะที่เกี่ยวข้องทั่วโลก
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
