ทำไม Bitcoin พุ่ง ในวันที่สงครามใกล้สิ้นสุด (หรือเปล่า?) มองทิศทางการไหลของเงิน ผ่านเลนส์ Risk-Off, Risk-On

ทำไม Bitcoin พุ่ง ในวันที่สงครามใกล้สิ้นสุด (หรือเปล่า?) มองทิศทางการไหลของเงิน ผ่านเลนส์ Risk-Off, Risk-On

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

16 June 2026

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับมาเขียวขจียกแผงหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ดีดตัวขึ้นรุนแรงไปยืนอยู่ที่ระดับ $65,300 – $66,000 ดอลลาร์สหรัฐ พลิกสถานการณ์จากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปจมอยู่ที่โซน $61,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เบอร์หนึ่งของ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ราคาดีดขึ้น มาจากข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการประกาศเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้

เหตุการณ์นี้กำลังทำลายมายาคติของนักลงทุนรายย่อยที่เชื่อว่า บิตคอยน์ คือ ทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ที่ราคาจะพุ่งสูงเมื่อเกิดภัยสงคราม แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า บิตคอยน์ที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงที่สงครามตึงเครียด แต่กลับมาพุ่งทะยานทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ควรเลิกมองบิตคอยน์เป็นหลุมหลบภัย แล้วหันมาทำความเข้าใจผ่านกลไกที่เรียกว่า “Risk-on / Risk-off”

อะไรคือ Risk-on / Risk-off?

ในโลกของการลงทุนระดับมหาภาค เม็ดเงินลงทุนของสถาบันต่าง ๆ ไม่ได้ไหลไปตามความรู้สึก แต่จะถูกควบคุมโดยกลไกที่เรียกว่า Risk-on / Risk-off หรือ RORO ซึ่งจะเป็นคล้ายสวิตช์ไฟที่ใช้เปิดหรือปิดโหมดการลงทุนโดยดูจากอารมณ์ของตลาดโลกในขณะนั้น เช่น

เมื่อโลกเกิดสงบสุข เศรษฐกิจส่งสัญญาณเติบโตดี ธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย ทุนใหญ่จะอยู่ในโหมด "กล้า" และพร้อมย้ายเงินจากหลุมหลบภัยแล้วไปไล่ล่าผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้นเทคโนโลยี และคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) แบบนี้จะอยู่ในโหมด Risk On หรือโหมดพร้อมรับความเสี่ยง

แต่หากโลกเผชิญความไม่แน่นอน เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือภัยสงคราม ทุนใหญ่จะสลับสู่ Risk Off หรือ โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยเน้นไปที่การรักษาเงินต้นด้วยการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดทิ้งทันที แล้วโยกเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ ทองคำ เป็นต้น

ซึ่งกลไกนี้จะตอบคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมข่าวการเตรียมเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ถึงสามารถดันให้ราคาของบิตคอยน์พุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง

นั่นเป็นเพราะทันทีที่มีการประกาศว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันเพื่อเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ สวิตช์กลไก RORO ของบรรดานักลงทุนสถาบันก็สับเปลี่ยน จากโหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (Risk-Off) พลิกกลับมาเป็นโหมด “เปิดรับความเสี่ยง” (Risk-On) ในทันที

ส่งผลให้เม็ดเงินทุนก้อนใหญ่ของสถาบันการเงินหมุนเวียนกลับเข้าหาดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง แนสแด็ก (Nasdaq), เอสแอนด์พี 500 (S&P 500) รวมถึงสินทรัพย์เบต้าสูงอย่างบิตคอยน์ พร้อมๆ กันนั่นเอง

บทเรียนจากปรากฏการณ์สลับขั้ว

จากปรากฏการณ์ราคาขึ้นสวนทางความรู้สึกของ บิตคอยน์ และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยไทยต้องนำกลับไปทำการบ้านเพิ่ม คือการเร่งปรับกรอบความคิด (Mindset) ในการลงทุน โดยเลิกมองสินทรัพย์แบบแยกส่วน และหยุดยึดติดกับมายาคติเดิมๆ ที่คอยตัดสินว่าสินทรัพย์ไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยในแต่ละช่วงเวลา เช่น

ความเชื่อฝังหัวที่ว่า ถ้าเกิดสงคราม ต้องย้ายเงินไปที่ทองคำหรือ บิตคอยน์ เพราะคิดว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Havens)

แล้วลองหันมาใช้วิธีคิดผ่านกลไก Risk-on / Risk-off เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดได้กว้างและรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกการเงินยุคนี้ ทุนใหญ่ระดับสถาบันไม่ได้เทรดด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่พวกเขากำลังเคลื่อนย้ายเม็ดเงินตามทิศทางของ สภาพคล่องโลก (Global Liquidity) ต่างหากครับ

*** หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดเป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ชี้ชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save