
ทำไม Bitcoin พุ่ง ในวันที่สงครามใกล้สิ้นสุด (หรือเปล่า?) มองทิศทางการไหลของเงิน ผ่านเลนส์ Risk-Off, Risk-On
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับมาเขียวขจียกแผงหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ดีดตัวขึ้นรุนแรงไปยืนอยู่ที่ระดับ $65,300 – $66,000 ดอลลาร์สหรัฐ พลิกสถานการณ์จากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปจมอยู่ที่โซน $61,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เบอร์หนึ่งของ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ราคาดีดขึ้น มาจากข่าวการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการประกาศเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้
เหตุการณ์นี้กำลังทำลายมายาคติของนักลงทุนรายย่อยที่เชื่อว่า บิตคอยน์ คือ ทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ที่ราคาจะพุ่งสูงเมื่อเกิดภัยสงคราม แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า บิตคอยน์ที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงที่สงครามตึงเครียด แต่กลับมาพุ่งทะยานทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ควรเลิกมองบิตคอยน์เป็นหลุมหลบภัย แล้วหันมาทำความเข้าใจผ่านกลไกที่เรียกว่า “Risk-on / Risk-off”
อะไรคือ Risk-on / Risk-off?
ในโลกของการลงทุนระดับมหาภาค เม็ดเงินลงทุนของสถาบันต่าง ๆ ไม่ได้ไหลไปตามความรู้สึก แต่จะถูกควบคุมโดยกลไกที่เรียกว่า Risk-on / Risk-off หรือ RORO ซึ่งจะเป็นคล้ายสวิตช์ไฟที่ใช้เปิดหรือปิดโหมดการลงทุนโดยดูจากอารมณ์ของตลาดโลกในขณะนั้น เช่น
เมื่อโลกเกิดสงบสุข เศรษฐกิจส่งสัญญาณเติบโตดี ธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ย ทุนใหญ่จะอยู่ในโหมด "กล้า" และพร้อมย้ายเงินจากหลุมหลบภัยแล้วไปไล่ล่าผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้นเทคโนโลยี และคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) แบบนี้จะอยู่ในโหมด Risk On หรือโหมดพร้อมรับความเสี่ยง
แต่หากโลกเผชิญความไม่แน่นอน เช่น วิกฤตโรคระบาดหรือภัยสงคราม ทุนใหญ่จะสลับสู่ Risk Off หรือ โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยเน้นไปที่การรักษาเงินต้นด้วยการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิดทิ้งทันที แล้วโยกเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ ทองคำ เป็นต้น
ซึ่งกลไกนี้จะตอบคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมข่าวการเตรียมเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ถึงสามารถดันให้ราคาของบิตคอยน์พุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง
นั่นเป็นเพราะทันทีที่มีการประกาศว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันเพื่อเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ สวิตช์กลไก RORO ของบรรดานักลงทุนสถาบันก็สับเปลี่ยน จากโหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (Risk-Off) พลิกกลับมาเป็นโหมด “เปิดรับความเสี่ยง” (Risk-On) ในทันที
ส่งผลให้เม็ดเงินทุนก้อนใหญ่ของสถาบันการเงินหมุนเวียนกลับเข้าหาดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง แนสแด็ก (Nasdaq), เอสแอนด์พี 500 (S&P 500) รวมถึงสินทรัพย์เบต้าสูงอย่างบิตคอยน์ พร้อมๆ กันนั่นเอง
บทเรียนจากปรากฏการณ์สลับขั้ว
จากปรากฏการณ์ราคาขึ้นสวนทางความรู้สึกของ บิตคอยน์ และตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยไทยต้องนำกลับไปทำการบ้านเพิ่ม คือการเร่งปรับกรอบความคิด (Mindset) ในการลงทุน โดยเลิกมองสินทรัพย์แบบแยกส่วน และหยุดยึดติดกับมายาคติเดิมๆ ที่คอยตัดสินว่าสินทรัพย์ไหนปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยในแต่ละช่วงเวลา เช่น
ความเชื่อฝังหัวที่ว่า ถ้าเกิดสงคราม ต้องย้ายเงินไปที่ทองคำหรือ บิตคอยน์ เพราะคิดว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Havens)
แล้วลองหันมาใช้วิธีคิดผ่านกลไก Risk-on / Risk-off เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพรวมของตลาดได้กว้างและรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพราะในโลกการเงินยุคนี้ ทุนใหญ่ระดับสถาบันไม่ได้เทรดด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่พวกเขากำลังเคลื่อนย้ายเม็ดเงินตามทิศทางของ สภาพคล่องโลก (Global Liquidity) ต่างหากครับ
*** หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดเป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ชี้ชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
