Parallel Fund สู่กลโกงพันล้าน กรณีฉาววงการคริปโต สัมภาษณ์พิเศษ ดร. เอ็ม อุดมศักดิ์

Parallel Fund สู่กลโกงพันล้าน กรณีฉาววงการคริปโต สัมภาษณ์พิเศษ ดร. เอ็ม อุดมศักดิ์

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

09 March 2026

ในโลกของการลงทุนระดับสูง ผู้ล่าที่อันตรายที่สุดอาจไม่ได้มาในคราบของมิจฉาชีพนิรนาม หากแต่อาจมาในรูปแบบของ “ผู้บริหารระดับสูง”

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือเรื่องของคุณจอม กัมปนาท วิมลโนท อดีตดาวรุ่งในแวดวงคริปโต ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของหน่วยงานลงทุน CVC (Corporate Venture Capital) ในเครือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย และเป็นอดีตผู้บริหารกองทุน Web3 ที่มีมูลค่าสูงถึง 3,500 ล้านบาท ได้ชักชวนให้นักลงทุนทั่วไปร่วมลงทุนในโครงการสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ปรากฏว่าผู้ลงทุนไม่ได้รับเอกสารหรือรายงานผลตอบแทนใดๆ ก่อนที่ตัวเขาจะหายไปในที่สุด

เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงระดับพันล้านบาท ที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความเชื่อใจ (Trust)” คือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลกการลงทุน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็น “ช่องโหว่ (Vulnerability)” ที่อันตรายที่สุด หากถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด

วันนี้ The Money Trends ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.เอ็ม อุดมศักดิ์ (ติดเล่าเรื่องลงทุน) เพื่อเจาะลึกสถานการณ์ที่คนในวงการรับรู้กัน และประเมินขนาดของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจริง

📞 ดร.เอ็ม ออกตัวว่า เคยรู้จักกับคุณจอม กัมปนาถ เนื่องจากคุณจอมเขาเป็น VC (Venture Capital) ใหญ่

โดยกลิ่นของการทุจริตนี้ คุณเอ็มเล่าว่าอาจเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2023 แล้ว วิธีการคือ เขาเอากองทุนไปลงทุนในโปรเจกต์เหรียญคริปโตใหญ่ๆ ซึ่งจะมีรอบขายเหรียญราคาถูก เขาก็ไปบอกนักลงทุนว่า กองทุนได้โควตามา แล้วตัวเขาเองได้โควตาส่วนตัวมาด้วยส่วนหนึ่ง เลยเอามาขายต่อให้ ทาร์เก็ตแรกของเขาคือเจ้าใหญ่ๆ รุ่นใหญ่ในวงการทั้งนั้นครับ

จนประมาณปลายปี 2023 เพราะในวงการนักลงทุนก็เริ่มพูดคุยกันว่า ลงเงินกับคุณจอมไปครึ่งปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินคืน และยังไม่ได้เอกสารยืนยันจากบริษัทต้นทางเลย ตอนนั้น หลายๆ คนก็รู้สึกว่าแปลกๆ 

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปี 2023 คุณจอมก็เริ่มมาชวนคุณเอ็มลงทุนรูปแบบนี้เช่นกัน ซึ่งคุณเอ็มออกตัวว่า ตัวเขาไม่ลงทุนในดีลแบบนี้อยู่แล้วเพราะเมื่อเป็นโครงการใหม่กว่าจะมีการปล่อยเหรียญออกมาใช้จริง มันจะล็อกเหรียญนาน ตอนนั้นคุณเอ็มก็ปฏิเสธไป แต่ไม่นานจากนั้น คุณจอมก็มาขอแลกเงิน USDT แทน โดยอ้างว่าเดือดร้อนมาก ต้องรีบใช้เงินเพราะ VC ให้เงินมากองไม่พอ 

แม้จะรู้สึกว่ามันแปลก คุณเอ็มใช้คำว่า “เพราะระดับเขาไม่น่ามายืมผม ผมเลยต่อรองให้ไปแค่ 8,000 เหรียญ (ประมาณ 2-3 แสนบาท)” เพื่อรักษาความสัมพันธ์ คุณเอ็มเล่าว่าเหตุผลที่ให้ไปตอนนั้นเพราะคิดว่า เขาก็ยังอยู่ในตำแหน่ง เกิดเขาไม่ได้โกงเราจะได้ไม่มีปัญหากัน แต่พอโอนให้ปุ๊บ เขาอ้างว่าแบงก์มีปัญหา แล้วก็เงียบไปเลย ดร.เอ็มเล่าว่า ทวงอยู่ 3-4 เดือนจนเลิกตาม เพราะรู้แล้วว่าเขาไม่คืน

🎈 โมเดลกลโกง Asymmetric Information

ดร.เอ็ม วิเคราะห์ว่ากลโกงนี้ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล โดยอาศัยความเหลื่อมล้ำของข้อมูล (Asymmetric Information) และใช้รูปแบบของ กองทุนคู่ขนาน (The Parallel Fund) มาบังหน้า

ในโลกของการลงทุนแบบ Venture Capital (VC) ถือเป็นเรื่องปกติ (Standard Practice) ที่ผู้จัดการกองทุนอาจได้รับสิทธิ์ในการลงทุนส่วนตัว (Personal Allocation) นอกเหนือจากโควตาของกองทุนหลัก คุณจอมจึงอาศัยช่องโหว่นี้จัดตั้งกองทุนคู่ขนานขึ้นมา เพื่อระดมเงินจากนักลงทุนรายย่อยและบุคคลธรรมดา โดยอ้างว่าผู้ลงทุนจะได้สิทธิ์ซื้อเหรียญคริปโตในราคาเริ่มต้น (Seed Round)

ด้วยธรรมชาติของการลงทุนในระยะเริ่มต้นที่มักจะมีเงื่อนไขการล็อคเหรียญ (Lock-up Period) นาน 1-3 ปี การที่นักลงทุนยังไม่ได้รับเหรียญในทันทีจึงดูเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ เมื่อมีผู้ทวงถาม เขามักจะใช้ข้ออ้างที่ฟังดูเป็นเหตุสุดวิสัย หรืออ้างถึงความล่าช้าจากโปรเจกต์ระดับโลกที่มี CVC (Corporate Venture Capital) ร่วมลงทุนอยู่ด้วย โมเดลทางธุรกิจที่ดูสมเหตุสมผลนี้ จึงทำให้แม้แต่นักลงทุนระดับมือโปรก็ยังไม่ทันเฉลียวใจ

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ เขาไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการนำโควตาก้อนเดียว (เช่น โควตา 50,000 ดอลลาร์) ไปเร่ขายซ้ำให้กับเหยื่อ 10 คน เพื่อระดมเงินเข้ากระเป๋าตัวเองให้ได้มากกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว

ดร.เอ็ม คาดเดาว่า จุดเปลี่ยนอาจเกิดจากการที่คุณจอมแอบนำเงินของนักลงทุนไปหมุนเทรด (เช่น เทรดฟิวเจอร์ส) แล้วเกิดพอร์ตแตกหรือขาดทุนอย่างหนัก เมื่อเหยื่อรายแรกๆ เริ่มทวงถามความคืบหน้า เขาจึงต้องใช้วิธีหลอกเงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายคืนคนเก่า พันกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวัฏจักรที่แก้ออกไม่ได้ 

เมื่อถลำลึกจนสุดทาง เขาเริ่มหันไปหลอกกลุ่มนักลงทุนสายการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) ด้วยสตอรี่ที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น อ้างว่าจะบินไปซื้อเหรียญ Ethereum ที่ฮ่องกงในราคาลด 10% ซึ่งคนในวงการคริปโตจะรู้ดีว่าราคาสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นอ้างอิงราคาเดียวกันทั่วโลกและเป็นไปไม่ได้ แต่คนนอกวงการกลับอาจหลงเชื่อเพราะภาพลักษณ์อันน่าเชื่อถือของเขา

ในเวลาต่อมา ต้นสังกัดได้ยกเลิกการจ้างงาน โดยคนส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าเขาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ทว่าเขาก็ยังคงใช้เครดิตเดิมไปหลอกคนอื่นต่อ แถมยังดึงคนที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาเป็นตัวแทนช่วยหาลูกค้าเข้ากองทุนเถื่อนนี้ ทำให้วงความเสียหายขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนคาดว่ายอดรวมอาจสูงแตะหลักหลายสิบล้านดอลลาร์ (ประมาณหลักพันล้านบาท)

ปัจจุบัน คุณจอมถูกออกหมายจับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว แต่เขาสามารถไหวตัวทันและหลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนหมายจับออกเพียงหนึ่งสัปดาห์ ดร.เอ็ม เชื่อว่าคดีนี้มีผู้เสียหายจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเหยื่อต่างตกหลุมพรางความน่าเชื่อถือในฐานะผู้บริหารระดับสูงนั่นเอง

🔚 บทสรุป: ในเรื่องนี้ความเสียหายระดับพันล้านบาทที่ลุกลามไปสู่นักลงทุนทั่วโลก ย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทำ Due Diligence ที่เข้มงวด นักลงทุนไม่ควรละเลย Counterparty Risk หรือตัดสินใจวางเงินเพียงเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่ต้องมีการทวงถามเอกสารยืนยันจากบริษัทต้นทางเสมอ 

ท้ายที่สุด ในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ไม่ว่าโปรไฟล์ของผู้ชักชวนจะหรูหราเพียงใด หากตรวจพบสัญญาณความผิดปกติ นักลงทุนต้องมีวินัยที่จะตัดใจและถอยห่างจากดีลนั้นทันที

สัมภาษณ์โดย กนกจันทร์ เรืองวัฒนานนท์ (The Money Trends, Content Creators)

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save