“สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์” เมื่อ OpenAI เตรียม IPO เข้าตลาด โอกาสของนักลงทุนไทยจะอยู่ตรงไหน?

“สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์” เมื่อ OpenAI เตรียม IPO เข้าตลาด โอกาสของนักลงทุนไทยจะอยู่ตรงไหน?

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

10 June 2026

ข่าวที่ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้น (IPO) แบบลับ (Confidential S-1) ต่อตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) อย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน 2026 โดยมี Goldman Sachs, Morgan Stanley และ JPMorgan เป็นผู้นำในการเสนอขายหุ้น ซึ่งมีการประเมินว่า อาจมีมูลค่าสูงถึง 8.5 แสนล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ CNBC

ทว่านี่ไม่ใช่เกมของผู้เล่นรายเดียว เพราะการยื่นเอกสารครั้งนี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Anthropic (ผู้สร้าง Claude) ที่ยื่นไฟลิ่งแบบลับไปก่อนหน้าเพียงหนึ่งสัปดาห์ และ SpaceX ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่จ่อคิวระดมทุนบนกระดานซื้อขายเช่นกัน ซึ่งนี่เป็นการก้าวเข้าสู่พลังการประมวลผลใน "ยุคที่สาม" ตามวิสัยทัศน์ซีอีโอของ OpenAI อย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ที่ชี้ว่า กระแสของ AI นั้นรุนแรงมากแค่ไหน

แต่คำถามสำคัญคือ มีโอกาสมากแค่ไหนสำหรับนักลงทุนรายย่อยของไทยในการวางเงินกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้ ผ่านภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนทิศ (Capital Rotation) และกระแสเงินสดกำลังย้ายออกจากบิ๊กเทคดั้งเดิมมาสู่คลื่นปัญญาประดิษฐ์ลูกนี้

ความไม่สวยงามของอุตสาหกรรม AI

Sacra.com แพลตฟอร์มวิจัยข้อมูลตลาดทุนเอกชน (Private Markets Research) ที่เน้นวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ (Pre-IPO) เปิดเผยว่า รายได้ของ OpenAI พุ่งจาก 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 68,000 ล้านบาท) ณ สิ้นปี 2023 ไปเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 850,000 ล้านบาท) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คิดเป็นการเติบโตถึง 12.5 เท่าในเวลาเพียงสองปีเศษเท่านั้น

แต่อย่าเพิ่งตาประกาย เพราะจุดเสี่ยงใหญ่ของบริษัท AI คือ ทุกครั้งที่เราพิมพ์คำถามลงใน ChatGPT ตัวระบบจะมีต้นทุนเกิดขึ้นอีกทันทีจากการประมวลผลหลังบ้าน รายงานจาก Sacra ระบุว่า ต้นทุนการประมวลผล (Inference Costs) นี้อาจสูงถึง 8,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.85 แสนล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งเป็น 14,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.79 แสนล้านบาท) ในปี 2026 คิดเป็นต้นทุนที่กระโดดเพิ่มขึ้นถึง 68% สวนทางกับฝั่งรายได้ที่อาจเติบโตไม่ถึง 100% ซึ่งนั่นทำให้หลายคนอาจกังวลว่าธุรกิจนี้อาจไม่ได้สร้างกำไรอย่างที่ควรเป็น

ทางเลือกใหม่ไม่ตกกระแส

เมื่อต้นทุนต้นน้ำยังผันผวนจนประเมินได้ยาก นักลงทุนรายย่อยที่ยังลังเลและใจเย็นไม่พอที่จะรอนั้น พอจะมีทางเลือกการลงทุนอะไรเพื่อทำกำไรจากกระแส AI ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามาได้บ้าง The Money Trends หยิบทางเลือกความเสี่ยงต่ำกว่ามาเล่าให้ฟังดังนี้

ทางเลือกที่ 1 ซบไหล่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล - Hardware & Data Center

เมื่อซอฟต์แวร์ AI ยังประเมินกำไรได้ยาก ทางเลือกที่น่าสนใจกว่าคือกลุ่มฮาร์ดแวร์และ Data Center ซึ่งเป็นเสมือน "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ที่ปัญญาประดิษฐ์ขาดไม่ได้ เช่น

Semiconductors

เพราะโมเดล AI ยุคนี้มีความซับซ้อนสูงมาก การเทรนระบบและการประมวลผลคำตอบ (Inference) ต้องพึ่งพาชิป GPU ประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาล กลุ่ม Semiconductors และระบบสายเคเบิลความเร็วสูงจึงเป็นต้นน้ำที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

Data Center

เพราะข้อมูลและระบบ AI ทั้งหมดไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่ต้องอาศัยพื้นที่จัดเก็บใน Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล ซึ่งกลุ่มนี้สามารถเก็บค่าเช่าระยะยาว 10-20 ปีกับบริษัทบิ๊กเทคโลก สร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและเติบโตตามปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการลงทุนก่อสร้าง Data Center ของไทยก็เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยว่า ในปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน Data Center สูงถึง 728,000 ล้านบาท ทั้งที่ปี 2567 มูลค่าการลงทุนเพียง 98,539 ล้านบาท เรียกได้ว่าโตขึ้นถึง 7 เท่าเลยทีเดียว

Cooling Systems

เพราะยิ่งชิป AI ประมวลผลหนัก ระบบเซิร์ฟเวอร์ยิ่งเกิดความร้อนสูงลิ่วจนเสี่ยงต่อความเสียหาย ระบบหล่อเย็นอัจฉริยะ (Cooling Systems) จึงกลายเป็นฮาร์ดแวร์บังคับที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ทุกแห่งต้องควักเงินซื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สอดรับกับเทรนด์การแห่ปักหมุดลงทุน Data Center ในประเทศไทยพอดิบพอดี

ทางเลือกที่ 2 โครงข่ายพลังงานสีเขียว – Green Energy

เมื่อฮาร์ดแวร์และ Data Center พร้อมรัน AI อีกหนึ่งปัจจัยวิกฤตที่เป็นคอขวดระดับโลกคือ พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นโอกาสลงทุนที่ผันผวนต่ำและยั่งยืนด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ อันได้แก่

AI กินไฟดุ

เพราะการประมวลผลคำตอบของ Generative AI และการเทรนโมเดลขนาดใหญ่ กินกระแสไฟฟ้ามากกว่าการค้นหาบนระบบดั้งเดิมถึง 10 เท่า ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าระดับมหาศาลนี้กำลังผลักดันให้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าเติบโตแบบก้าวกระโดด

พลังงานต้องสะอาด

เนื่องจากบริษัทบิ๊กเทคระดับโลกที่สร้าง Data Center มีกฎเหล็กด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) ว่าศูนย์ข้อมูล AI ทั้งหมดต้องขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% เท่านั้น ส่งผลให้โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจต่อรองราคาสูงลิ่วในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

ผูกขาดระยะยาว

เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดมักดำเนินธุรกิจในรูปแบบสัมปทานหรือสัญญารับซื้อไฟฟ้าล่วงหน้าระยะยาว (PPA) กับทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชน ทำให้มีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง ไม่ผูกติดกับความล้มเหลวของซอฟต์แวร์ AI ค่ายใดค่ายหนึ่ง ในฐานะสาธารณูปโภคที่โลกขาดไม่ได้จึงสร้างเม็ดเงินให้ธุรกิจนี้ได้ในระยะยาว

ถอดรหัสลายแทงนักลงทุนไทย

โอกาสในการลงทุนกับกระแสระดับโลกครั้งนี้ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะนักลงทุนรายย่อยไทยสามารถเข้าถึงสมรภูมิโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้ทันทีผ่าน 2 ช่องทางหลักได้แก่

สอยหุ้นนอกโดยตรง

สำหรับสายลุยที่ต้องการเป็นเจ้าของหุ้นบิ๊กเทค, ยักษ์ใหญ่ชิป Semiconductors หรือกองทรัสต์ Data Center โลกโดยตรง ปัจจุบันสามารถเข้าซื้อได้ง่ายผ่านเครื่องมือในตลาดหุ้นไทยอย่าง DR (Depositary Receipt) หรือ DRx (Fractional Depositary Receipt) ที่ซื้อขายสะดวกด้วยเงินบาทผ่านแอปพลิเคชันเทรดหุ้นที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องแลกเงินให้ยุ่งยาก

จัดทัพออมผ่านกองทุนรวม

สำหรับสายกระจายความเสี่ยงที่ไม่ต้องการเฝ้าจอรายตัว สามารถเลือกออมผ่าน กองทุนรวม (Mutual Funds) ที่เปิดขายในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มที่มีนโยบายเน้นลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลโลก (Global Infrastructure)" หรือ "พลังงานสะอาดอนาคต (Global Green Energy)" ซึ่งจะเป็นการส่งผู้จัดการกองทุนมืออาชีพไปกว้านซื้อกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ให้เราแบบอัตโนมัติ โดยใช้เครื่องมือค้นหา (Keyword) ในแอปพลิเคชันลงทุนเพื่อดักกลุ่มสินทรัพย์เป้าหมายโดยตรงได้เช่น

SEMI / ASEMI - เพื่อเจาะกลุ่มชิป Semiconductors และหน่วยความจำความเร็วสูง
GRID / VOLT - เพื่อโฟกัสกลุ่มโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่ป้อนไฟให้ Data Center
INFRA - เพื่อเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกองทรัสต์ (REITs) ที่เก็บค่าเช่าอาคาร Data Center

ทั้งนี้การสลับหน้าตักจากหุ้นเทคต้นน้ำมาสู่หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะดูมั่นคงกว่า แต่ในโลกการลงทุนไม่มีคำว่า “ปราศจากความเสี่ยง” นักลงทุนจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงด้านนโยบายและการสนับสนุนของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่อาจไม่ต่อเนื่องจนทำให้โครงการหยุดชะงัก ประกอบกับระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศเป้าหมาย ที่หากพัฒนาไม่ทันความต้องการก็จะกลายเป็นคอขวดฉุดรั้งการขยายตัวของ Data Center ทันที ขณะเดียวกันต้องระวังกับดักมูลค่าหุ้น ที่เริ่มตึงตัวเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกได้แห่เข้าซื้อจนราคาพุ่งทะยานมากเกิน ทำให้เสี่ยงต่อการเจอแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นได้ง่าย

และท้ายที่สุดคือกับดักอัตราแลกเปลี่ยนรวมถึงค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน เพราะการลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยที่เป็นกองทุนปลายทางไปซื้อกองต่างประเทศอีกทีกรรมสิทธิ์นี้มักมีความผันผวนของค่าเงินบาทมาเกี่ยวข้อง และอาจมีราคาซื้อขายที่มีค่าพรีเมียมสูงกว่าสินทรัพย์จริงในบางช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องตรวจสอบให้ดีก่อนวางเงิน

*** หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดเป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ชี้ชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save