ถอดรหัสยุทธศาสตร์ MALEE: เมื่อ ‘น้ำมะพร้าว’ และ ‘Tech’ เปลี่ยนหุ้นผลไม้กระป๋องสู่เครื่องจักรทำเงินบนเทรนด์ Global Wellness

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ MALEE: เมื่อ ‘น้ำมะพร้าว’ และ ‘Tech’ เปลี่ยนหุ้นผลไม้กระป๋องสู่เครื่องจักรทำเงินบนเทรนด์ Global Wellness

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

19 March 2026

เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อในวันที่อากาศร้อนจัดและเปิดตู้แช่เครื่องดื่ม พฤติกรรมการหยิบสินค้าของคุณในวันนี้อาจไม่เหมือนกับเมื่อห้าปีก่อน

โลกยุคปัจจุบันกำลังเคลื่อนผ่านยุคสมัยที่เครื่องดื่มมีหน้าที่เพียงแค่ "ดับกระหาย" หรือมอบความสดชื่นผ่านความหวานที่ฉาบฉวย ไปสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองตู้แช่ที่เสมือน "ตู้ยาอายุวัฒนะขนาดย่อม" อัดแน่นไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่มีฟังก์ชันการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมประกอบเข้าไปด้วย

นี่คือเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Functional Beverage ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้รอให้ป่วยแล้วจึงเริ่มรักษา แต่เลือกที่จะนำสุขภาพผนวกเข้ากับไลฟ์สไตล์ประจำวันอย่างเนียนๆ

ท่ามกลางกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE หุ้นที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยกันดีในฐานะผู้ผลิตน้ำผลไม้และผลไม้กระป๋องที่อยู่คู่คนไทยมาเกือบครึ่งศตวรรษ กำลังทำการ "ผ่าตัดใหญ่" ทางยุทธศาสตร์ ภายใต้การนำของซีอีโอ นายเอกรินทร์ พินิจ บริษัทไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงเกษตรกรผู้แปรรูปผลไม้อีกต่อไป แต่วางเป้าหมายอันท้าทายในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น "Global Well-being Company" ภายในปี 2571 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือแคมเปญโฆษณา แต่เป็นการรื้อโครงสร้างรายได้ การนำ Deep Tech มาใช้ และการบุกทะลวงตลาดโลก ซึ่งซ่อนโอกาสการลงทุนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

คลื่นลูกใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม: มะพร้าวและมัทฉะ

เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมยุทธศาสตร์ของ MALEE จึงน่าสนใจ เราต้องกางแผนที่ดูเมกะเทรนด์ของโลกเสียก่อน ในฝั่งของตะวันตกและเอเชียตอนเหนือ "น้ำมะพร้าว" กำลังกลายเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ได้รับความสนใจ เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม ช่วยเติมความสดชื่นและคืนความชุ่มชื้นให้ร่างกายได้รวดเร็ว

สถาบันวิจัยระดับโลกต่างประเมินว่าตลาดน้ำมะพร้าวจะมีมูลค่าพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ โดย Grand View Research ประเมินว่าตลาดจะมีมูลค่าจาก 5,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ไปแตะระดับ 19,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 18.2% การเติบโตทั้งหมดนี้เกิดจากกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานทั่วโลกที่หันหลังให้กับเครื่องดื่มเกลือแร่สังเคราะห์ และหันมาพึ่งพาอิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติแทน

ในขณะที่น้ำมะพร้าวกำลังยึดครองพื้นที่ของเครื่องดื่มให้ความสดชื่น อีกซีกโลกหนึ่ง "มัทฉะ" (Matcha) ก็กำลังปฏิวัติวงการเครื่องดื่มให้พลังงาน มัทฉะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในพิธีชงชาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวแทนของสุนทรียภาพด้านสุขภาพที่ให้ "พลังงานอันเงียบสงบ" (Calm Energy) โดยปราศจากอาการใจสั่นแบบที่พบได้ในกาแฟ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการค้นหาคำว่าเครื่องดื่มมัทฉะแต่งกลิ่นรส (Flavored matcha drinks) พุ่งสูงขึ้นถึง 180% ในช่วงปลายปี 2568 ผู้บริโภคเริ่มนำมัทฉะไปผสมกับนมทางเลือกอย่างนมอัลมอนด์ นมโอ๊ต และน้ำมะพร้าว

การบรรจบกันของสองเมกะเทรนด์นี้กลายเป็นจุดกำเนิดของ "Malee COCO Coconut Matcha" ผลิตภัณฑ์หัวหอกใหม่ของ MALEE ที่ผสานน้ำมะพร้าวธรรมชาติแท้เข้ากับชาอูจิมัทฉะจากญี่ปุ่น นี่คือการเดินหมากที่ชาญฉลาดในการเชื่อมโยงตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มของไทยที่กำลังเติบโตถึง 80% (มูลค่า 1,800 ล้านบาท) เข้ากับตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 18,000 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มน้ำมะพร้าวให้เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 35% ภายในปี 2569

ยุทธศาสตร์พลิกโครงสร้างกำไร

หากเปรียบเทียบธุรกิจของ MALEE เป็นวงการฮอลลีวูด ที่ผ่านมาพวกเขาเปรียบเสมือนนักเขียนบทมือทองที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น ผ่านธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG หรือ OEM) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 64% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่แบรนด์ของตัวเอง (Own Brand) มีสัดส่วนเพียง 35% ธุรกิจรับจ้างผลิตนั้นเป็นเสมือนกระดูกสันหลังที่ช่วยให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนและรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิต แต่ข้อเสียคืออัตรากำไร (Margin) ที่ค่อนข้างบาง

เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด MALEE จึงประกาศแผนเชิงรุกที่จะพลิกสัดส่วนรายได้ โดยดัน Own Brand ให้ขึ้นไปแตะระดับ 55% ของรายได้รวมภายในปี 2571 การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ บริษัทต้องขยายสนามรบออกนอกประเทศ โดยปักหมุดเจาะ 4 ตลาดศักยภาพสูง ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง

ความน่าสนใจคือ MALEE ไม่ได้เริ่มนับจากศูนย์ ในประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันกันดุเดือดและผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว Malee COCO สามารถผงาดขึ้นครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งได้สำเร็จทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สำหรับตลาดจีนที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์สร้างการรับรู้ระดับภูมิภาคด้วยการดึง "จางหลิงเฮ่อ" (Zhang Linghe) นักแสดงชื่อดังมาเป็น Brand Ambassador เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น ส่วนในตะวันออกกลางและอินโดนีเซีย บริษัทจะใช้กลยุทธ์ส่งออกเครื่องดื่มน้ำผลไม้พรีเมียมและสินค้านวัตกรรม

นวัตกรรม Deep Tech

เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายในตู้แช่ คือการลงทุนมหาศาลในด้านเทคโนโลยี MALEE ได้จัดตั้งหน่วยงานวิจัย Malee Applied Science (MAS) ซึ่งเปรียบเสมือนห้องทดลองที่นำเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-technology) และเทคโนโลยีอาหาร (Food-tech) มาเปลี่ยนผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการเปิดตัว "Malee Power Plants" ที่ใช้นวัตกรรม InnoGut ผสมผสานพรีไบโอติกและโพสต์ไบโอติกเข้าด้วยกัน เพื่อเจาะกลุ่มสุขภาพลำไส้ ซึ่งนวัตกรรมนี้สามารถคว้ารางวัล Top 10 Innovation จากเวทีโลกอย่าง SIAL Shanghai 2025 มาครอบครองได้สำเร็จในฐานะแบรนด์ไทยเพียงรายเดียว

อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าที่ดีย่อมเปล่าประโยชน์หากระบบหลังบ้านไม่แข็งแกร่ง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องสินค้าหมดอายุและความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในปีนี้บริษัทจึงตั้งเป้าลงทุน 100-200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรเป็นระบบ Automation และลงทุนระบบ ERP ใหม่ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ให้มีประสิทธิผลได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในปี 2571 ที่ต้องการปรับสัดส่วนแบรนด์ตัวเอง ซึ่งกำไรดีกว่าให้ขึ้นมาเป็น 55% ของรายได้ทั้งหมด

สัญญาณการฟื้นตัวและโอกาสของนักลงทุนไทย

ผลพวงจากการปรับโครงสร้างเริ่มสะท้อนให้เห็นในงบการเงินอย่างชัดเจน ในปี 2567 MALEE สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการทำกำไรเติบโตทะลุ 285% แตะระดับ 308 ล้านบาท และสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผลได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

เมื่อกางงบการเงินแบบเต็มปีของปี 2568 แม้ว่าบริษัทจะเผชิญกับความท้าทายจากรายได้จากการดำเนินงานรวมที่ลดลง 7.2% (อยู่ที่ 7,848.3 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของยอดขายกลุ่มรับจ้างผลิตและการตั้งสำรองค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กำไรสุทธิตามที่ประกาศลดลงมาอยู่ที่ 197.4 ล้านบาท

แต่หากเจาะลึกไปที่ "กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ" (Adjusted Net Profit) จากรายงานประจำปีและตัดรายการพิเศษเพียงครั้งเดียว (One-off item) ออกไป จะพบว่า MALEE สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 325.8 ล้านบาท เติบโต 5.7% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง โดยอัตรากำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted NPM) ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.2%

กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวยังคงเป็นพระเอกชูโรงด้วยการเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 18% และขยับสัดส่วนขึ้นมาเป็นกว่า 25% ของรายได้จากการดำเนินงาน เป็นอันดับสองรองจากผลิตภัณฑ์นมที่สร้างรายได้อันดับหนึ่ง นอกจากนี้ การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) และการผสานประโยชน์ (Synergy) จากการควบรวมกิจการกับบริษัท เอบิโก้ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ABICO ยังช่วยสร้างฐานรายได้ประจำที่แข็งแกร่งขึ้น

ก้าวต่อไปในปี 2569 MALEE เตรียมจัดเต็มด้วยงบลงทุน (CAPEX) กว่า 100-200 ล้านบาท เพื่อเจาะสายการผลิตหลักด้วยระบบ Automation และพัฒนาระบบ ERP เพื่อผลักดันให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 9-12% รักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 18-20% และควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ให้อยู่ในระดับ 13-15% สอดรับกับการบุกตลาดเครื่องดื่มรับหน้าร้อนด้วย 'Malee COCO Coconut Matcha' โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินทิศทางเชิงบวกจากแนวโน้มรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น พร้อมให้คำแนะนำ "ซื้อ" โดยประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานไว้ที่ 5.60 บาท

ในมุมมองการลงทุน MALEE ไม่ใช่เพียงหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกของธุรกิจที่ยอมสลัดภาพลักษณ์เดิมทิ้ง เพื่อกระโดดเกาะเมกะเทรนด์โลก การผสมผสานระหว่างความนิยมในผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างน้ำมะพร้าว การต่อยอดด้วย Deep Tech และนวัตกรรมฟังก์ชันนัล ผนวกกับการอุดรอยรั่วหลังบ้านด้วยเทคโนโลยี ERP ระดับโลก สร้างจุดตัดของโอกาสที่หาได้ยากในตลาดหุ้นไทย

เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้เร็วที่สุดย่อมเป็นผู้กวาดรางวัลชิ้นใหญ่ไปครอง สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาบริษัทที่มีเรื่องราวการพลิกฟื้น ที่มีพื้นฐานจับต้องได้ และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลระดับโกลบอล การเปลี่ยนแปลงของ MALEE ในครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลกยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสุขภาพที่ดีขึ้น บริษัทที่ถือสูตรลับของ "เครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะที่ดี" ไว้ในมือ ก็คือบริษัทที่กุมโอกาสการเติบโตแห่งอนาคตไว้อย่างแท้จริง

⚠️ คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและสถานการณ์ ไม่ใช่การชี้นำให้ซื้อหรือขาย นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save