“สินไหมประกันชีวิต” เหมือน “มรดกพินัยกรรม” ตรงที่ระบุ “ผู้รับ” เป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายเลือด

“สินไหมประกันชีวิต” เหมือน “มรดกพินัยกรรม” ตรงที่ระบุ “ผู้รับ” เป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายเลือด

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

31 August 2026

เวลาตัดสินใจทำประกันชีวิต โดยเฉพาะกรมธรรม์ที่มีทุนประกันสูงระดับหลายล้านบาท เป้าหมายหลักคงหนีไม่พ้นการส่งต่อความมั่นคงทางการเงินให้คนข้างหลังตามเจตจำนงที่ตั้งใจไว้

แต่หนึ่งในคำถามสุดฮิตที่สร้างความสับสนและเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง คือ "ถ้าผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ไม่ใช่ญาติ และไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย จะมีสิทธิ์รับเงินสินไหมทดแทนได้หรือไม่?"

คำตอบแบบสั้นๆ คือ "รับได้" เพราะผู้รับผลประโยชน์จากประกันชีวิตจะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทตามกฎหมายเสมอไป

วันนี้ The Money Trends ชวนมาเจาะลึกรายละเอียดเรื่องนี้ เพื่อให้การวางแผนทางการเงินผ่านประกันชีวิตตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด

ผู้รับผลประโยชน์คือใคร?

ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า ในสัญญาประกันชีวิต จะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลักๆ อยู่ 3 ฝ่ายด้วยกัน ได้แก่

1. ผู้เอาประกันภัย คือ เจ้าของกรมธรรม์ผู้จ่ายเบี้ยประกัน
2. ผู้รับประกันภัย คือ บริษัทประกันชีวิต
3. ผู้รับผลประโยชน์ คือ บุคคลที่ผู้เอาประกันภัยระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ เพื่อให้เป็นผู้รับเงินสินไหมทดแทนเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต

*เงินสินไหมทดแทน คือ "สิทธิ์ของผู้รับผลประโยชน์จะเกิดขึ้นโดยตรงตามสัญญาประกันภัย" หมายความว่า เงินส่วนนี้ ไม่ถือเป็นทรัพย์มรดก จึงไม่ต้องนำไปจัดสรรแบ่งตามกฎหมายมรดก และที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าหนี้ของผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิ์มายึดเงินสินไหมส่วนนี้ไปชำระหนี้ (ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิ์ขอคืนได้เฉพาะเท่ากับจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายไปแล้วเท่านั้น)

ผู้รับผลประโยชน์เป็นใครได้บ้าง?

กฎหมายไทยเปิดช่องให้ผู้เอาประกันภัยระบุ "ใครก็ได้" เป็นผู้รับผลประโยชน์ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

1. บุคคลในครอบครัว / สายเลือด

เช่น พ่อ แม่ คู่สมรส ลูก พี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย บุคคลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามธรรมชาติ บริษัทประกันมักจะอนุมัติได้ง่าย รวดเร็ว และไม่จำกัดสัดส่วน

2. บุคคลอื่น

เช่น เพื่อน / คู่ชีวิต LGBTQ+ หรือจะเป็นเพื่อนสนิท คู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือแม้กระทั่งมูลนิธิและองค์กรการกุศล ก็สามารถระบุชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้เช่นกัน

แม้กฎหมายจะเปิดกว้าง แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทประกันชีวิตจะต้องพิจารณาหลัก "ส่วนได้เสีย" เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมหรือการฆาตกรรมหวังผลประโยชน์ หากระบุบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ญาติสายเลือด บริษัทมักจะขอเอกสารชี้แจงความสัมพันธ์เพิ่มเติม เช่น หลักฐานการทำธุรกิจร่วมกัน หรือเอกสารยืนยันการใช้ชีวิตร่วมกันสำหรับคู่รัก LGBTQ+ รวมถึงอาจมีการจำกัดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไขทางพิจารณารับประกันของแต่ละบริษัท

จำกัดจำนวนผู้รับผลประโยชน์หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำกัดจำนวน จะใส่กี่คนก็ได้ตามความต้องการ แต่มีหลักเกณฑ์สำคัญคือ…

การระบุสัดส่วน

หากระบุผู้รับผลประโยชน์หลายคน ควรใส่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน และผลรวมทั้งหมดต้องเท่ากับ 100% (เช่น พ่อ 50%, แม่ 50%) หากไม่ได้ระบุไว้ กฎหมายจะตีความว่าผู้รับผลประโยชน์ทุกคนได้รับสิทธิ์ในส่วนเท่าๆ กัน

การระบุผู้รับผลประโยชน์สำรอง: สามารถระบุชื่อเรียงลำดับ 1 และ 2 ไว้ได้ เผื่อกรณีผู้รับผลประโยชน์ลำดับแรกเสียชีวิตไปก่อนผู้เอาประกันภัย

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าผู้รับผลประโยชน์ "ตายก่อน" ผู้เอาประกัน

1. กรณีระบุไว้คนเดียว แล้วเสียชีวิตก่อนผู้เอาประกัน

เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในเวลาต่อมา เงินสินไหมทดแทนจะหลุดจากสัญญาประกันภัย และ ตกเข้าสู่ "กองมรดก" ของผู้เอาประกันภัยทันที จากนั้นจะถูกนำไปจัดสรรตามกฎหมายมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมต่อไป

2. กรณีระบุไว้หลายคน แล้วคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตก่อน

เงินสินไหมในส่วนของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะถูกนำไปเฉลี่ยหารแบ่งให้กับผู้รับผลประโยชน์คนที่เหลือที่ยังมีชีวิตอยู่ตามสัดส่วน

สุดท้าย หากพบว่าผู้รับผลประโยชน์ที่เคยระบุไว้เสียชีวิตไปก่อน ให้รีบติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอทำเรื่อง "เปลี่ยนแปลงผู้รับผลประโยชน์" ในกรมธรรม์ทันที เพื่อให้เจตจำนงในการส่งต่อความมั่นคงทางการเงินยังคงตรงตามความต้องการ และเงินถึงมือคนที่ตั้

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save