Sell in May ปี 2026 ยังใช้ได้จริงไหม? หรือแค่ตำนานเก่าที่ใช้ไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย

Sell in May ปี 2026 ยังใช้ได้จริงไหม? หรือแค่ตำนานเก่าที่ใช้ไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

05 May 2026

ทุกปีที่เดือนพฤษภาคมเริ่มต้น นักลงทุนทั่วโลกจะได้ยินประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า Sell in May and Go Away ขายในเดือนพฤษภาคม แล้วหนีไปให้พ้น ฟังดูเหมือนคำแนะนำง่ายๆ ขายหุ้นหนีให้ความผันผวน แต่ในปี 2026 นี้ คำถามที่ตามมาคือมันยังใช้ได้จริงไหม? และที่สำคัญกว่าสำหรับตลาดหุ้นไทย กฎข้อนี้เคยเป็นความจริงหรือเปล่า?

ทำไมต้อง Sell in May

นักวิเคราะห์จาก LPL Financial (บริษัทโบรกเกอร์-ดีลเลอร์อิสระที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา) ได้ศึกษาผลตอบแทนของ S&P 500 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1950 และพบรูปแบบที่น่าสนใจ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม (6 เดือนฤดูร้อนของฝั่งตะวันตก) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปี ขณะที่ช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ผลตอบแทนสูงกว่าเกือบสองเท่า ตัวเลขห่างกันขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และนี่คือที่มาของคำแนะนำที่ว่า "ขายพฤษภาคม แล้วกลับมาซื้อพฤศจิกายน"

แต่ถ้าหยุดดูแค่นั้น จะมองภาพไม่ครบ

เมื่อนำข้อมูลย้อนหลัง 12 ปีล่าสุด (2013–2025) มาดูใหม่ ตัวเลขผลตอบแทนช่วงพฤษภาคม - ตุลาคมกลับขยับขึ้นเป็น 5.1% เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนให้เห็นชัดว่า "รูปแบบฤดูกาล" ที่เคยเชื่อถือได้กำลังเลือนหายไปในยุคที่ตลาดเชื่อมต่อกันทั่วโลก ข้อมูลไหลเร็ว และอัลกอริทึมเทรดตลอด 24 ชั่วโมง

และยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีก เมื่อมีการทดสอบจริงว่า เงิน 1,000 ดอลลาร์ ที่ลงทุนใน S&P 500 ตั้งแต่ปี 1976 จะงอกเงยอย่างไรภายใต้สองกลยุทธ์

  • กลยุทธ์แรก "ถือยาวไม่ขาย" (Buy & Hold) = เงิน 1,000 ดอลลาร์นั้นกลายเป็น 294,795 ดอลลาร์ ภายในปี 2025

  • กลยุทธ์สอง "ขายทุกสิ้นเมษายน กลับมาซื้อทุกพฤศจิกายน" ตามสูตร Sell in May = เงินก้อนเดียวกันเหลือเพียง 46,351 ดอลลาร์

ต่างกันกว่า 6 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน เพียงเพราะการออกจากตลาดตามวลี Sell in May

⚠️ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าช่วงพฤษภาคม - ตุลาคมไม่มีความเสี่ยง แต่มันบอกว่า ราคาของการออกจากตลาดผิดจังหวะนั้นสูงมาก และยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป เพราะพลาดทบต้น (Compound) ไปด้วยทุกครั้งที่อยู่นอกตลาด

แล้ว SET กับ Sell in May มันเชื่อมกันยังไง?

ความจริงคือ กฎ "Sell in May" ถูกคิดมาบนสมมติฐานของตลาดหุ้นตลาดตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่มักลดความเสี่ยงก่อนซัมเมอร์ แต่ตลาดหุ้นไทย (SET) ไม่ใช่แบบนั้น เพราะ

  • นักลงทุนสถาบันไทย (กองทุนบำเหน็จบำนาญ, ประกันชีวิต) มีสัดส่วนยังไม่สูงเท่า ตลาดจึงพึ่งพา “กระแสเงินทุนต่างชาติ” มากกว่า และต่างชาติไม่ได้สนใจปฏิทินฤดูร้อนของฝรั่งเลย

  • ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน SET จริงๆ คือ ผลประกอบการบริษัทไทยรายไตรมาส นโยบายรัฐบาล ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน เงินทุนไหลเข้า/ออกจากต่างชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่อง “เฉพาะถิ่น + สถานการณ์โลก” มากกว่าเรื่องฤดูกาล

👉🏻 InnovestX เปิดเผยสถิติย้อนหลัง 10 ปี (2016–2025) พบว่า ปรากฏการณ์ “Sell in May” มี “นัยสำคัญเชิงสถิติ” แต่ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกปี

กล่าวคือ ในเดือนพฤษภาคม ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลง 6 ใน 10 ปี โดยอยู่ในช่วงประมาณ -0.3% ถึง -4% ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ “ขายสุทธิ” ในเดือนเดียวกัน 6 ใน 10 ปีเช่นกัน คิดเป็นมูลค่าราว 16,000–52,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มปีนี้ InnovestX ประเมินว่า มีโอกาสเกิด “Sell in May” อีกครั้ง จากปัจจัยหลัก ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคม ซึ่งมักตามมาด้วยแรงขายทำกำไรหลังได้รับสิทธิเงินปันผล นอกจากนี้ ยังอาจมีแรงขายในลักษณะ “Sell on fact” จากหุ้นที่ถูกเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 1 และปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลเชิงสถิติจะสะท้อนว่าเดือนพฤษภาคมมีแนวโน้ม “ปรับลงมากกว่าปรับขึ้น” แต่ปรากฏการณ์นี้จัดอยู่ในกลุ่มพฤติกรรมตามฤดูกาล มากกว่าจะเป็นกฎตายตัว เนื่องจากในบางปีตลาดยังสามารถปรับตัวเป็นบวกได้ โดยเฉพาะหากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเข้ามาหนุนตลาด ก็อาจทำให้ “Sell in May” ไม่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

สรุป

Sell in May ในปี 2026 ไม่ใช่วลีที่ต้องทำตามอีกต่อไป สิ่งที่นักลงทุนไทยต้องมองในตอนนี้คือ "ปัจจัยเฉพาะของแต่ละปี" นักลงทุนที่ขายทุกอย่างในเดือนพฤษภาคมเพราะคำบอกอาจพลาดการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่คาด ขณะที่นักลงทุนที่อยู่เฉยๆ โดยไม่ประเมินความเสี่ยงก็อาจโดนกระแสลบทับ กุญแจสำคัญคือกระจายความเสี่ยง ติดตามปัจจัยพื้นฐาน และมีแผนรับมือทั้งสองทิศทาง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save