เมษายนน่ากลัวกว่ามีนาคม 2 เท่า ในเดือนที่โลกไม่มีน้ำมัน ไทยใช้อะไรรับมือ?

เมษายนน่ากลัวกว่ามีนาคม 2 เท่า ในเดือนที่โลกไม่มีน้ำมัน ไทยใช้อะไรรับมือ?

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

04 April 2026

"ในเดือนเมษายน สถานการณ์จะแย่กว่าเดือนมีนาคมมาก" เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังว่าเพราะอะไร

ในเดือนมีนาคม ยังมีสินค้าบางส่วน—ทั้งน้ำมันและก๊าซ—ที่ได้ถูกส่งออกมาก่อนที่สงครามในตะวันออกกลางจะเริ่มขึ้น และตอนนี้ก็ยังคงทยอยมาถึงท่าเรือและประเทศปลายทางอยู่ ซึ่งยังช่วยส่งมอบน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และพลังงานอื่น ๆ ได้

ดังนั้นในเดือนมีนาคม เรายังได้ประโยชน์จากอุปทานที่ “ค้างสต็อก” เหล่านี้อยู่

"แต่พอเข้าสู่เดือนเมษายน จะไม่มีอะไรใหม่เข้ามาเลย"

นี่คือประโยคที่ Fatih Birol ผู้อำนวยการ IEA (องค์การพลังงานระหว่างประเทศ) จากสัมภาษณ์พอดแคสต์ “In Good Company” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 มันสั้น ตรง และน่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับทุกประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง รวมถึงไทยของเรา

ทำไม "เมษายน" ถึงหนักกว่า "มีนาคม" สองเท่า?

ลองนึกถึงท่อน้ำที่ถูกปิด ในช่วงแรก น้ำในท่อที่เหลืออยู่ก็ยังไหลออกมาได้บ้าง แต่เมื่อน้ำในท่อหมด ก็ไม่มีแม้หยดเดียวออกมาอีก

ช่องแคบฮอร์มุซคือ "ท่อ" นั้น และเรือบรรทุกน้ำมันที่ออกจากท่าเรือก่อนสงครามปะทุตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ คือ "น้ำที่เหลือในท่อ" ซึ่งทยอยเดินทางมาถึงยุโรป เอเชีย และไทยตลอดเดือนมีนาคม แต่ในเดือนเมษายนนี้ เรือเหล่านั้นหมดแล้ว และไม่มีเรือลำใหม่ออกมาได้ เพราะฮอร์มุซยังถูกปิดอยู่

IEA ยืนยันตัวเลขชัดเจน โลกสูญเสียน้ำมัน 12 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งมากกว่าสองวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970s รวมกัน และในเดือนเมษายน การสูญเสียนี้จะมากขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งน้ำมัน LNG และปิโตรเคมีพื้นฐานอย่างปุ๋ยและสารเคมีที่ผ่านเส้นทางเดียวกัน แผนรับมือที่ดีที่สุดที่ทำได้ตอนนี้คือปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ซึ่ง IEA ปล่อยไปแล้ว 400 ล้านบาร์เรล และกำลังพิจารณาปล่อยเพิ่มอีกรอบ แต่นั่นก็เป็นแค่ "พลาสเตอร์" ไม่ใช่การรักษาแผล

ไทยรับมือได้แค่ไหน? ดีกว่าที่คิด แต่ไม่ได้แปลว่าง่าย

แม้ไทยจะมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์รวมกันราว 60 วัน (ข้อมูล ณ ต้นเดือนมีนาคม) ซึ่งช่วยบรรเทาความเสี่ยงการขาดแคลนในระยะสั้น และเมื่อรวมกับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมที่ยืนยันแล้วจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง จะยืดได้ถึง 90-95 วัน พร้อมกันนั้นรัฐบาลยังสั่งระงับการส่งออกน้ำมัน (ยกเว้นลาวและเมียนมา) เพิ่มสัดส่วนสำรองบังคับจาก 1% เป็น 3% และตั้ง Task Force หาแหล่งนำเข้าทดแทนได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่ปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้นคือ ราคาที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่ปริมาณที่หายไป

ค่าไฟฟ้าที่หลายคนกลัวว่าจะพุ่ง ทาง กกพ. ประกาศออกมาแล้วว่า อัตราค่าไฟงวดพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 จะขึ้น แค่ 1.8% เป็น 3.95 บาท/หน่วย โดยรัฐบาลใช้เงิน “คลอว์แบ็ก” (กำไรส่วนเกินจากก๊าซ) กว่า 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุน ทำให้ภาระที่ผู้บริโภคต้องแบกเบาลงได้มากแต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพราะ “ข้าวของเครื่องใช้ต้นทุนขยับและอาจต้องแพงตาม”

อะไรจะแพงขึ้น และใครจะเจ็บหนักสุด?

เมื่อน้ำมันดิบแพงขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไทยจะขึ้นตามประมาณ 2 บาท/ลิตร และราคาน้ำมันที่ขึ้น 6 บาทในช่วงที่ผ่านมาจึงสอดคล้องกับ Brent ที่พุ่งขึ้นมาเกือบ 30 ดอลลาร์ และถ้าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ราคาอาจขึ้นได้อีกผลกระทบลูกโซ่ที่ครัวเรือนไทยจะรู้สึกในเดือนเมษายนนี้ ได้แก่ ค่าขนส่งและสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นตามต้นทุนดีเซล

  • บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค 9 รายใหญ่กำลังเตรียมปรับราคาสินค้าในเดือนเมษายน
  • อาหารกระป๋อง ปุ๋ยเคมี และพลาสติกก็แพงขึ้นตามราคาปิโตรเคมี
  • ค่าโดยสารแท็กซี่ รถสาธารณะ และค่าขนส่งสินค้าก็ทยอยปรับขึ้น

กลุ่มที่เจ็บหนักสุดคือ ครัวเรือนรายได้ปานกลาง-ต่ำ เกษตรกรที่ต้องใช้ปุ๋ยและน้ำมันเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้ประกอบการ SME ที่พึ่งพาการขนส่ง และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อาหารแปรรูปและเคมีภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการด่วนให้กรมการค้าภายในคุมเข้มราคาสินค้าอย่างเข้มงวด โดยขยายสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ เน้นสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเกี่ยวข้องกับน้ำมัน (เช่น ปุ๋ยเคมี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช) และขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก “ตรึงราคา” จากสต็อกเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นเกินสมควร

นอกจากนี้ ยังเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” เริ่ม 1 เมษายน 2569 เป็นเวลา 2 เดือน ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดชั้นนำ ลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุด 50% เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนโดยตรง หากพบการขึ้นราคาโดยพลการ สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ทันที (เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจภายใน 24-48 ชั่วโมง)

วิกฤตพลังงาน = ตลาดหุ้นพัง?

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่า "วิกฤตพลังงาน = ตลาดหุ้นพัง" แต่ความจริงคือวิกฤตพลังงานสร้าง ผู้แพ้ และ ผู้ชนะ ที่ชัดเจนมาก

กลุ่มที่แพ้ (หลีกเลี่ยงหรือลดสัดส่วน)

สายการบินอย่าง AAV และ BA เพราะ Jet fuel เป็นต้นทุนหลัก โรงแรมและท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ที่ต้นทุนน้ำมันสูง และกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น โรงงานอาหารและปิโตรเคมีที่ไม่สามารถผลักต้นทุนให้ลูกค้าได้ทันที

กลุ่มที่ชนะ (พิจารณาสะสม)

PTTEP คือคำตอบที่ชัดที่สุด เพราะบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับประโยชน์โดยตรงเมื่อน้ำมันแพง รายได้เพิ่มตามราคาตลาดโลก โดย Globlex ตั้งเป้าราคาที่ 190 บาท และ PTTEP เองก็ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายน้ำมัน 10% ในปี 2569 PTT ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจในฐานะบริษัทพลังงานรัฐที่มีธุรกิจครบวงจร ได้ประโยชน์จากทั้งราคาน้ำมันและก๊าซที่สูง นอกจากนี้ หุ้น Renewable Energy อย่าง BCPG, SPCG ก็ได้รับ Sentiment บวกในช่วงที่คนหันมาสนใจพลังงานทางเลือก

ทุกการวิเคราะห์ในตอนนี้มีตัวแปรร่วมเดียวกันคือ Deadline วันที่ 6 เมษายน ที่ทรัมป์กำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวันนั้นมีข่าวดี เช่น การเจรจาสำเร็จหรือฮอร์มุซเริ่มเปิด น้ำมันจะร่วงแรง หุ้นท่องเที่ยวจะดีดตัวขึ้น และหุ้น PTTEP อาจปรับฐาน หากวันนั้นสถานการณ์เลวร้ายลง เช่น มีการโจมตีเพิ่มเติม น้ำมันจะพุ่งต่อ หุ้น PTTEP จะขึ้น แต่ SET โดยรวมจะผันผวนหนัก

⚠️ บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายหลักทรัพย์ ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save