เทรนด์ Grocery Tourism มาแรง เมื่อของฝากอยู่ในซูเปอร์ นักท่องเที่ยวแตะ 40 ล้านคน คาดเงินสะพัด 2.8 ล้านล้านบาท หุ้นตัวไหนบ้างจะได้ประโยชน์

เทรนด์ Grocery Tourism มาแรง เมื่อของฝากอยู่ในซูเปอร์ นักท่องเที่ยวแตะ 40 ล้านคน คาดเงินสะพัด 2.8 ล้านล้านบาท หุ้นตัวไหนบ้างจะได้ประโยชน์

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

07 February 2026

ภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขที่สวยงาม กลับพบว่าภาพการฟื้นตัวนั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยประเด็นที่น่าประหลาดใจกว่าที่คิด

โอกาสของไทยในวิกฤตเพื่อนบ้าน

บทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวประจำปี 2025 และแนวโน้มปี 2026 ของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKPS) ชี้ให้เห็นโอกาสการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2026 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากสถานการณ์ภายนอกประเทศ

KKPS คาดการณ์ว่า การฟื้นตัวในปี 2026 จะเป็นการฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญจากฐานที่ต่ำในปี 2025 ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม มี "โอกาสทอง" ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนอาจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

สำนักข่าว TNN รายงานว่า ในปี 2568 การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก แม้จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เท่ากับช่วงก่อนโควิด-19

สถานการณ์และเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีน

  • ปี 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 4.5 - 4.6 ล้านคน
  • ปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้ได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าปี 2568 โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 6.7 ล้านคน

ททท. มุ่งเน้นการสร้างกลยุทธ์เพื่อเจาะกลุ่มตลาดใหม่ๆ และได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในเมืองไหโข่ว ประเทศจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวไทย-จีน ในรูปแบบ Two Way Tourism (การท่องเที่ยวสองทาง)

บทวิเคราะห์ของ KKPS คาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนขาออกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจาก 7% กลับเข้าใกล้ระดับ 11% ที่เคยทำได้ในปี 2019 โดยมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นแล้วในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในขณะที่ส่วนแบ่งของไทยกลับเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 9% ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่เพียงสร้างโอกาสให้ไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในขณะที่เรากำลังต้องการฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญกลับมา

การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เทรนด์ Grocery Tourism กำลังมา?

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน การเดินทางไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวหรือแลนด์มาร์คสำคัญอีกต่อไป แต่ขยับไปสู่การแสวงหา “ประสบการณ์” ที่ลึกขึ้น ทั้งในมิติของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และไลฟ์สไตล์ของคนท้องถิ่น

หนึ่งในรูปแบบการบริโภคที่สะท้อนเทรนด์นี้ คือพฤติกรรมการ “กิน-ซื้อ-ใช้” สินค้าในชีวิตประจำวันเหมือนคนพื้นที่ ส่งผลให้ร้านค้าทั่วไป ร้านขายของชำ ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จับจ่าย แต่กลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องแวะ และเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการท่องเที่ยวโดยปริยาย

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Alipay+ ในการเชื่อมต่อระบบการชำระเงิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้แอปพลิเคชันที่คุ้นเคย เช่น Alipay, WeChat Pay และ Kakao Pay สแกนจ่ายผ่านระบบ Thai QR Payment (พร้อมเพย์) ได้อย่างสะดวกในประเทศไทย ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายดิจิทัล เพิ่มความคล่องตัวให้กับนักท่องเที่ยว และรองรับร้านค้าทั่วประเทศมากกว่า 400,000 แห่ง

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระดับโลกที่เรียกว่า "Grocery Tourism" ซึ่งรายงานเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2026 ระบุว่า นักเดินทางยุคใหม่กำลังมองหาของฝากที่สามารถนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่ใช่แม่เหล็กติดตู้เย็น แต่คือการไปสู่การเติมเต็มชั้นวางในห้องครัว ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการประสบการณ์ที่จับต้องได้และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอย่างแท้จริง เทรนด์ที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้กำลังสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทย และส่งผลโดยตรงต่อกระแสรายได้ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก

จากการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งสาเหตุที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับสินค้าเหล่านี้มากขึ้นมาจาก

- นักท่องเที่ยวต้องการนำรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยกลับไปกินหรือใช้ต่อที่บ้าน

เช่น ข้าวตังเจ้าสัว, ทุเรียนหมอนทองฟรีซดราย, นมอัดเม็ดจิตรลดา, เครื่องปรุงรสต่างๆ (น้ำปลา, ซอสศรีราชา) และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

- สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้จากเมืองไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและกลายเป็นของฝากที่น่าสนใจ

เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว (น้ำมันมะพร้าว, กะทิ), ขนมขบเคี้ยวเฉพาะถิ่น (สาหร่าย, มะขามแก้ว) รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างความแตกต่างให้กับกลุ่มสินค้า

- สินค้าเหล่านี้มีราคาประหยัดและหาซื้อได้ง่าย

โดยเมืองไทยมีจำนวนร้าน 7-Eleven มากเป็นอันดับสองของโลก รองจากญี่ปุ่น (อ้างอิงข้อมูลล่าสุดปี 2025) ทำให้เป็นช่องทางที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างสะดวกสบายในทุกพื้นที่

หุ้นไทยตัวไหนน่าจับตา

อ้างอิงจาก Finansia,INVX Research, Globlex Securities

📥 กลุ่มสินค้าจำเป็น (Staples)

  • CPALL: 7-Eleven ถือครองความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญ (competitive moat) จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ไม่มีใครเทียบได้ ทำให้สามารถเข้าถึงและดึงดูดลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวได้มากที่สุด

  • CPAXT (Makro/Lotus's): การมุ่งเน้นกลยุทธ์ไปที่สินค้ากลุ่มอาหารสด ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วไป แต่ยังเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มองหาวัตถุดิบต้นตำรับเพื่อนำกลับไปปรุงอาหาร ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีมูลค่าสูงในเทรนด์ Grocery Tourism

  • BJC (Big C): เป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวในการเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวและของฝากจำนวนมากในครั้งเดียว ด้วยขนาดของไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เอื้อต่อการซื้อสินค้าในปริมาณมาก

📥 กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Discretionary)

  • CRC: แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ด้วยสัดส่วนรายได้จากกลุ่มอาหารที่สูงถึง 40% ในปี 2022 ทำให้ CRC มีเกราะป้องกันความเสี่ยง (defensive cushion) และได้รับประโยชน์โดยตรงจากเทรนด์ Grocery Tourism ซึ่งช่วยลดทอนความเสี่ยงจากความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและสินค้าคงทนได้เป็นอย่างดี

⚠️ คำเตือน: ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save