‘ทองคำ’ เหมือนกันแต่ ‘เสียภาษี’ ไม่เหมือนกัน ขายทองแล้วมีกำไร แบบไหนเสียภาษี ?

‘ทองคำ’ เหมือนกันแต่ ‘เสียภาษี’ ไม่เหมือนกัน ขายทองแล้วมีกำไร แบบไหนเสียภาษี ?

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

26 August 2026

เมื่อเร็วๆ นี้มีหนึ่งข่าวจากภาครัฐที่ทำนักลงทุนทองคำต้องจับตาเมื่อ นายเอกนิติ รองนายกฯ และรัฐมนตรีฯ กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ตอนนี้กระทรวงการคลังกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการศึกษาแนวทางการจัดเก็บ "ภาษีจากการซื้อขายทองคำ" (Transaction Tax)

พอมีข่าวนี้ออกมา คนไทยหลายคนอาจวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าอาศัยช่วงที่การเทรดทองกำลังเป็นที่สนใจในหมู่นักลงทุน เพื่อหาทางเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลหรือเปล่า แต่รัฐก็ได้แจงว่า การเก็บภาษีจาการซื้อขายทองคำดังกล่าวเป็นไปเพื่อการป้องกันทุนเทา

ถึงแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้หลายคนตระหนักเกี่ยวกับเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับทองคำมากขึ้น บทความนี้ The Money Trends เลยขอพามาดูเรื่องใกล้ตัว ที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า

"ถ้าเราขายทอง แล้วได้กำไร ต้องเสียภาษีหรือไม่ และทองคำรูปแบบไหนที่จะต้องเสียบ้าง ?"

เพราะแม้จะเป็นทองเหมือนกัน แต่การขายแต่ละแบบกลับเสียภาษีไม่เหมือนกัน

📍 ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “กำไร” ที่ได้จากการขายทองนั้น ถือเป็น “เงินได้” ประเภทหนึ่ง ดังนั้นแน่นอนว่า ถ้ายึดหลักแค่การเป็นเงินได้ เท่ากับว่า “ต้องเสียภาษี” เว้นแต่ จะมีการยกเว้นให้

💵 กำไรจากการขายทองแท่งหรือรูปพรรณ หน้าร้านทอง ปกติแล้ว จะถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40( 8 ) กล่าวคือ เป็น “กำไรจากการขายทรัพย์สิน”

แต่ด้วยความที่ทองคำนั้นเป็น “สังหาริมทรัพย์” ซึ่งมีข้อยกเว้นมาตรา 42(9) ที่ระบุว่า การขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร หรือได้มาโดยมรดกจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

สรุป ถ้าเราขายทองได้กำไรโดยไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำกำไร เราจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ถ้าอย่างนั้นเราขอพาไปดูเคสการขายทองแต่ละรูปแบบ ว่าแบบไหน ‘เสีย’ หรือ ‘ไม่เสีย’ กันบ้างเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น

📍 เคสที่ 1 ขายทองที่ได้รับเป็นของขวัญจากพ่อแม่, คู่สมรส, มรดก หากเรานำทองส่วนนี้ไปขายและมีกำไร กรณีแบบนี้จะได้รับกา่รยกเว้นตามมาตรา 42(9) ไม่เสียภาษีใดๆ

📍 เคสที่ 2 ขายทองรูปพรรณที่ตนมีเมื่อนานมาแล้ว ถ้าเรามีทองรูปพรรณที่ซื้อไว้นานแล้ว หรือเคยได้รับมาจากพ่อแม่ ได้รับจากมรดกเมื่อนานแล้ว การนำไปขายที่ร้านทอง กรณีแบบนี้เราก็จะได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 42(9) เช่นกัน

📍 เคสที่ 3 ขายทองคำแท่ง กรณีนี้อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ เพราะลักษณะของทองคำแท่งเอื้อต่อการถูกประเมินตั้งแต่แรกว่ามีเพื่อลงทุนทำกำไร

1. ขายทองคำแท่งที่ตนมีเมื่อนานมาแล้ว หรือที่ได้รับมาจากที่บ้านหรือได้รับมาจากมรดก และนาน ๆ มาขายทีเพียงครั้งละไม่กี่บาท พฤติกรรมแบบนี้อาจเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(9) เหมือนเคสขายทองรูปพรรณ ไม่ต้องเสียภาษี ทว่าหากเป็นกรณีต่อไปจะเห็นความต่าง

2. ขายทองคำแท่งที่อาจสะท้อนถึงเจตนาเพื่อการลงทุน เช่น มีการซื้อขายทุกสัปดาห์ ขายทีละ 50-100 บาททองเป็นประจำๆ ซื้อทองตอนราคาลงและขายตอนราคาขึ้น และได้รับกำไรเป็นส่วนต่างของราคา พฤติกรรมแบบนี้อาจเข้าข่าย "พฤติกรรมของการลงทุน" และมีโอกาสที่กำไรจะถูกมองเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำเป็นต้องยื่นภาษีเงินได้

ดังนั้น จุดตัดสำคัญของการขายทองคำแท่งคือ พฤติกรรมความแตกต่างที่เห็นได้ชัด แม้ว่าตอนที่เรานำทองไปขายที่ร้าน ร้านขายทองจะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เสียภาษี ภาระของการยื่นเงินได้ไม่ได้หายไปไหน และเป็นตัวเราเองที่ต้องยื่นเอง

📍 เคสที่ 4 ซื้อขายทองคำเป็นอาชีพ เทรดทองคำจริงจัง รับซื้อขายให้คนอื่นจนมีลักษณะเป็นธุรกิจ กรณีที่ชัดเจนแบบนี้ภาษีจะเข้มข้นขึ้นไปอีก

1.กำไรถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 ( 8 ) ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ
2.หากรายรับจากการประกอบกิจการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอาจมีประเด็นเรื่องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง และ
3.อาจถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งเป็นพิเศษ หากบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือเงินเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทต่อปี กรณีซื้อขายทองคำเป็นอาชีพแบบนี้ต้องปรึกษานักบักบัญชีและทำงานร่วมกับกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด

📍 เคสที่ 5 ลงทุนทองคำใน Gold ETF, กองทุนรวม และ Gold Futures ใน TFEX กรณีแบบนี้กำไรที่ได้จากการซื้อขายของนักลงทุนบุคคลธรรมดา (Capital Gain) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ แต่อาจเสียภาษีจากเงินปันผล (หัก ณ ที่จ่าย 10%) หากกองที่เราไปลงทุนมีนโยบายจ่ายปันผล

นี่คือทั้ง 5 เคส ที่แม้จะเป็นขายทองจนมีกำไรเหมือนกัน แต่กลับมีภาระทางภาษีต่างกัน

แล้วรัฐบาลกำลังศึกษาจะเก็บภาษีจากทองแบบไหน ?

การศึกษาที่รัฐกำลังทำร่วมกับ ธทป. อยู่นี้ มีเพื่อปิดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนสีเทา หรือมิจฉาชีพ ที่ใช้การซื้อขายทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน เนื่องจากในปัจจุบันภาครัฐยังขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่าการซื้อขายทองคำในตลาดนั้นมีใครเป็นผู้ทำธุรกรรมบ้าง

โดยจะมุ่งเน้นไปที่ “ภาษีการทำธุรกรรม” โดยอาจจัดเก็บจากการซื้อขายในตลาดทองคำ หรือจากการนำเข้าทองคำที่ไม่ได้นำมาแปลงรูปเป็นทองรูปพรรณ ซึ่งมักเป็นรูปแบบของการเก็งกำไร

และคาดว่าจะไม่ได้จัดเก็บในอัตราที่สูง เนื่องจากแค่ต้องการบันทึกประวัติการทำธุรกรรม และติดตามเส้นทางการเงินเพื่อป้องกันการฟอกเงินเท่านั้น

นอกจากนี้แนวคิดนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะทองคำเท่านั้น แต่รวมถึง "สินทรัพย์ดิจิทัล" (Digital Asset) ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงาน ก.ล.ต. และ ธปท. ก็ได้ร่วมมือกันในการติดตามตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save