ถอดรหัส ‘เค้ก AI 5 ชั้น’ ของ Jensen Huang : ยุทธศาสตร์การลงทุนยุคปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักลงทุนไทย

ถอดรหัส ‘เค้ก AI 5 ชั้น’ ของ Jensen Huang : ยุทธศาสตร์การลงทุนยุคปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักลงทุนไทย

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

12 March 2026

เมื่อพูดถึง AI ในช่วงเวลานี้ วาทะอันทรงพลังของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) น่าจะเปรียบเปรยสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เขาบอกว่า

"Now this is not the end. It is not even the beginning of the end. But it is, perhaps, the end of the beginning."

"นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และไม่ใช่แม้แต่จุดเริ่มต้นของจุดสิ้นสุดด้วยซ้ำ แต่มันอาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้นก็เป็นได้"

โลกไม่ได้กำลังเผชิญกับจุดสิ้นสุดของนวัตกรรม หรือแม้แต่จุดเริ่มต้นของจุดสิ้นสุด ทว่านี่คือ "จุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้น" เท่านั้น

ปัญญาประดิษฐ์กำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ไปสู่การเป็น "โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ" (Essential Infrastructure) ของมวลมนุษยชาติ เทียบเท่ากับการค้นพบพลังงานไฟฟ้าและการถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ต พื้นที่การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ยังมีอีกมหาศาล และนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของในรอบหลายทศวรรษ

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ถูกอธิบายอย่างเป็นชัดเจนผ่านบทความ "AI is a 5-Layer Cake" โดย เจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA ซึ่งนำเสนอกรอบแนวคิดว่า โครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์เปรียบเสมือนเค้ก 5 ชั้นที่ประกอบไปด้วย พลังงาน ชิปประมวลผล โครงสร้างพื้นฐาน โมเดล และแอปพลิเคชัน ซึ่งการอบเค้กชิ้นนี้ให้สมบูรณ์แบบต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนระดับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำแนวคิดของหวงมากางออกเพื่อวิเคราะห์และเฟ้นหาโอกาสลงทุน พร้อมทั้งประยุกต์กรอบคิดระดับโลกนี้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาค: ความท้าทายที่นักลงทุนต้องรู้

ก่อนจะเจาะลึกถึงโครงสร้าง AI นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจบริบทเศรษฐกิจที่เป็นฉากหลัง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบกว่าสามทศวรรษ (หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต) ปัจจัยกดดันหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่อาจดันให้อัตราภาษีศุลกากรพุ่งสูงขึ้นถึง 20% ซึ่งจะกระทบการส่งออกของไทยโดยตรง

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายเช่นนี้ กลยุทธ์การลงทุนหลักอาจจะเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสูง (High Dividend Yield) เพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวนอย่าง SCB และ KKP ในกลุ่มธนาคาร BA และ CENTEL ในกลุ่มท่องเที่ยว และ BDMS ในกลุ่มการแพทย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนปันผลในระดับ 2.0% ถึง 8.3% ทว่า นอกเหนือจากการลงทุนเชิงรับแล้ว การจัดสรรเงินทุนเข้าสู่กระแสเทคโนโลยี AI ตามแนวคิด "เค้ก 5 ชั้น" จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดในระยะยาว

Layer 0: รากฐานที่ซ่อนเร้น - แร่หายากและสินแร่ก้าวหน้า (Rare Earths)

แม้ Jensen Huang จะเริ่มต้นโครงสร้างที่พลังงาน แต่ในความเป็นจริงต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างพื้นฐานของ AI จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดทรัพยากรแร่ธาตุ แร่หายาก (Rare Earth Elements) เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องจักร อุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ มอเตอร์ความแม่นยำสูงในศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ปัจจุบัน จีนครองส่วนแบ่งการถลุงและผลิตแม่เหล็กแร่หายากกว่า 90% ของโลก ความพยายามของชาติตะวันตกในการกระจายความเสี่ยง (Supply Chain Diversification) ได้ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ MOU ฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจ การสกัด ไปจนถึงการรีไซเคิล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสหรัฐฯ จะได้รับ "โอกาสแรกในการลงทุน" (First Opportunity to Invest) ในสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญในไทย

แม้จะมีความกังวลจากกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและภาคประชาสังคมเกี่ยวกับผลกระทบทางมลพิษจากการทำเหมือง แต่ในแง่ของอุตสาหกรรม บริษัท Neo Magnequench ซึ่งเป็นฐานการผลิตแม่เหล็กถาวรรายใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา ได้รายงานการเพิ่มกำลังการผลิตแร่หายากถึง 261% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับนักลงทุนไทย โอกาสในชั้นนี้สามารถเข้าถึงได้ผ่านกองทุน ETF ในต่างประเทศ เช่น VanEck Rare Earth and Strategic Metals ETF (REMX) และ Sprott Critical Materials ETF (SETM)

Layer 1: พลังงาน (Energy) - ข้อจำกัดชี้ชะตา

พลังงานคือขั้นแรกและข้อจำกัดสำคัญที่สุดของ AI โรงงานผลิตปัญญาประดิษฐ์ (AI Factories) ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาลและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

"สติปัญญาที่ถูกสร้างขึ้นแบบเรียลไทม์จำเป็นต้องอาศัยพลังงานที่ผลิตขึ้นแบบเรียลไทม์เช่นกัน ทุกๆ โทเคนที่ผลิตออกมาล้วนเป็นผลลัพธ์มาจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน การจัดการความร้อน และการแปลงพลังงานไปสู่การประมวลผล ไม่มีชั้นนามธรรมใดที่อยู่ลึกลงไปกว่านี้อีกแล้ว พลังงานคือหลักการแรกของโครงสร้างพื้นฐาน AI และเป็นข้อจำกัดที่ผูกมัดว่าระบบจะสามารถผลิตสติปัญญาออกมาได้มากเพียงใด" หวงอธิบาย

ที่ผ่านมาเราเห็นความพยายามการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data Center Hub) ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น

บริษัทพลังงานชั้นนำของไทยจึงมีบทบาทสำคัญ โครงการ GSA Data Centre ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), Singtel และ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยเป็นโครงการมูลค่า 37,200 ล้านบาท ได้รับอนุมัติจาก BOI ตั้งอยู่ในระยองและสมุทรปราการ มีกำลังการผลิตติดตั้ง (IT Load) รวม 120 เมกะวัตต์ GULF มองว่า Data Center เป็น New S-Curve ที่สำคัญ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับความต้องการ Cloud และ AI ในภูมิภาค

GPSC หรือ BGRIM พลิกบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าสู่ผู้จ่ายไฟให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

Layer 2: ชิปประมวลผล (Chips) - ขุมพลังสมองกล

ชิปประมวลผลหรือ GPU คือหัวใจที่แปลงพลังงานให้กลายเป็นการประมวลผล แม้ไทยจะไม่มีบริษัทผลิตชิปชั้นนำในประเทศ แต่นักลงทุนไทยสามารถลงทุนผ่านนวัตกรรมทางการเงินอย่างตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศแบบย่อย (DRx) และ DR ให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกด้วยเงินบาทได้ง่ายๆ เช่น Nvidia (NVDA80X), Microsoft (MSFT80X), Alphabet (GOOG80X) และ Baidu (BIDU80)

หวงแชร์ไว้ว่า “ภาระงานของ AI ต้องการการประมวลผลแบบขนาน (Parallelism) อย่างมหาศาล หน่วยความจำที่มีแบนด์วิดท์สูง และระบบเชื่อมต่อโครงข่ายที่รวดเร็ว ความก้าวหน้าในชั้นของชิปประมวลผลจะเป็นตัวกำหนดว่า AI จะสามารถขยายสเกลได้เร็วเพียงใด และสติปัญญานี้จะมีราคาที่เข้าถึงได้มากแค่ไหน”

การผสมผสาน DR/DRx เหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอ จะทำให้นักลงทุนไทยได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปประมวลผลระดับโลกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนและการโอนเงินตราต่างประเทศ

Layer 3: โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) - สมรภูมิศูนย์ข้อมูล

ชั้นนี้ครอบคลุมถึงระบบทำความเย็น โครงข่ายโทรคมนาคม และตัวอาคารศูนย์ข้อมูล ซึ่งถือเป็น "จุดแข็งที่สุด" ของเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่งอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscale ใหม่ถึง 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท เช่น โครงการ NextGen (84MW) และ Zenith (200MW) ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร รวมถึงโครงการจาก Telehouse และ Vistas Technology

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (Krungsri Securities) แนะนำให้จับตาหุ้นกลุ่มผู้รับเหมาสร้างศูนย์ข้อมูล โดยยกให้ INSET เป็นหุ้นเด่นรับกระแส Thailand AI CAPEX Cycle เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเทคนิคอาคารที่มีคู่แข่งน้อยราย และมีกำไรที่มีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ตามเม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและสื่อสารอย่าง WHA, ADVANC และ TRUE ล้วนเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

Layer 4: โมเดล (Models) - สถาปัตยกรรมแห่งความคิด

โครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพทั้งหมดได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นสติปัญญา โมเดลปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ในการรับข้อมูลดิบและเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ แนวโน้มที่น่าจับตามองในปัจจุบันคือการแข่งขันกันระหว่างระบบปัญญาประดิษฐ์แบบปิด (Closed AI) และแบบเปิด (Open-source AI) รายงาน SCBX AI Outlook 2025 ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างทางความสามารถระหว่างโมเดลทั้งสองประเภทกำลังแคบลงเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบธุรกิจในอนาคต

ความก้าวหน้าของโมเดลโอเพนซอร์สทำให้การเข้าถึงความสามารถในการให้เหตุผลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ไปเพิ่มอุปสงค์การประมวลผล โครงสร้างพื้นฐาน ชิป และพลังงานในชั้นที่อยู่ต่ำลงมาทั้งหมด

“เหนือโครงสร้างพื้นฐานคือโมเดล โมเดล AI สามารถทำความเข้าใจข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ การเงิน การแพทย์ และโลกทางกายภาพ โมเดลภาษาเป็นเพียงแค่หมวดหมู่หนึ่งเท่านั้น” หวงอธิบายต่อ “งานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมที่สุดบางส่วนกำลังเกิดขึ้นใน AI ด้านโปรตีน AI ด้านเคมี การจำลองทางฟิสิกส์ วิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ”

Layer 5: แอปพลิเคชัน (Applications) - การสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

ในชั้นยอดสุดของเค้ก คือจุดที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หวงเน้นย้ำว่า AI วันนี้ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ดึงข้อมูลแบบอดีต แต่สามารถ "ให้เหตุผลและสร้างสติปัญญาขึ้นมาใหม่ทันที" (Reasoning and generating intelligence on demand) ก่อให้เกิด Agentic AI ที่สามารถวางแผนและทำงานเองได้

“ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มการค้นพบยาใหม่ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านกฎหมาย หรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติก็คือแอปพลิเคชัน AI ที่ฝังตัวอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ก็คือแอปพลิเคชัน AI ที่ฝังตัวอยู่ในรูปร่างกายภาพ ทั้งหมดนี้ใช้โครงสร้างเดียวกัน แต่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน” หวงกล่าว

หุ้นในภาคบริการและการบริโภคจะได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการนำ AI มาเสริมประสิทธิภาพ อย่าง CPALL (เพิ่มประสิทธิภาพค้าปลีก), AOT และ AWC (การจัดการการท่องเที่ยวอัจฉริยะ) และ BDMS (ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์)

AI ไม่ใช่แค่เทรนด์ฉาบฉวย แต่เป็นคลื่นโครงสร้างพื้นฐานลูกใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อินเทอร์เน็ต สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนให้ครอบคลุม "เค้กทั้ง 5 ชั้น + 1 ชั้นฐานราก" สามารถทำได้ผ่านการผสมผสานกลยุทธ์:

1. ถือหุ้นคุณภาพดี การเงินแข็งแรง และปันผลสูงเป็นฐานราก (Defensive): หุ้นอย่าง SCB, KKP หรือ BDMS ช่วยรับมือความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค

2. เกาะเทรนด์โลกด้วย DR/DRx (Layer 2): เพิ่มน้ำหนักหุ้นชิปประมวลผลระดับโลก

3. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลไทย (Layer 1 & 3): เล็งหุ้นโรงไฟฟ้า, โทรคมนาคม และผู้รับเหมาเฉพาะทาง (เช่น INSET) ที่เติบโตตามรอบการลงทุน (CAPEX Cycle) แสนล้านบาท

4. กระจายความเสี่ยงสู่แร่หายาก (Layer 0): ผ่าน Global ETF เพื่อจับทิศทางนโยบายภูมิรัฐศาสตร์

ดังที่เชอร์ชิลได้กล่าวไว้ นี่เป็นเพียงการสิ้นสุดของจุดเริ่มต้นของคลื่น AI เท่านั้น

เมื่อใดที่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทุกบริษัทและทุกอุตสาหกรรมจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์และจัดพอร์ตโฟลิโอรับมือตั้งแต่วันนี้ คือผู้ที่จะตักตวงความมั่งคั่งจากเค้กชิ้นประวัติศาสตร์นี้ได้อย่างแท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save