โบนัสสุกี้มาถูกทางแล้วหรือยัง? หุ้น MK หลังงบ Q1/69 ภาพรายได้ดูดี แต่คุณภาพกำไรเริ่มถูกจับตา

โบนัสสุกี้มาถูกทางแล้วหรือยัง? หุ้น MK หลังงบ Q1/69 ภาพรายได้ดูดี แต่คุณภาพกำไรเริ่มถูกจับตา

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

21 May 2026

นึกภาพครอบครัวไทย 4-5 คน นั่งล้อมโต๊ะสุกี้ร้อนๆ ที่ MK สาขาใกล้บ้านในเย็นวันศุกร์ กลิ่นน้ำซุปหอมๆ ผสมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ยังคงเป็นภาพที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยหลายล้านคนมาตลอดกว่า 60 ปี

แต่เบื้องหลังภาพอบอุ่นนั้น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น M กำลังอยู่ในสมรภูมิที่ดุเดือดกว่าที่ตัวเลขบนหน้าจอจะบอกได้

ตัวเลขที่ต้องรู้: Q1/2569

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 MK เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569) ออกมาแล้ว และตัวเลขสะท้อนภาพสองด้านที่น่าสนใจมาก

รายได้รวมอยู่ที่ 4,098 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,626 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเติบโตราว 13% ซึ่งถือว่าดีในสภาวะที่ตลาดร้านอาหารไทยปีนี้คาดการณ์ว่าจะโตเพียง 3.4% ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ

แต่ตัวเลขที่นักลงทุนต้องจับตาคือกำไรสุทธิที่หายไปถึง 163 ล้านบาท ลดลงจาก 234 ล้านบาทในปีก่อน หรือหดตัวกว่า 30% ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นลดลงจาก 0.26 บาท เหลือเพียง 0.18 บาท นับเป็นระดับกำไรที่ต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาสตามที่นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมิน

เกิดอะไรขึ้น? รายได้เพิ่ม แต่กำไรลด
นั่นหมายความว่าต้นทุนโตเร็วกว่ารายได้อย่างชัดเจน?

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไมกำไรถึงสะดุด?

สงครามโปรโมชั่นที่ไม่มีใครชนะ

ปัญหาหลักของ MK ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ลูกค้าหนีไปไหน แต่คือการที่ทุกคนในอุตสาหกรรมกำลังแข่งกันด้วยส่วนลดและโปรโมชั่น ผลลัพธ์คือปริมาณลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นจริง แต่กำไรต่อหน่วยกลับหดลงพร้อมกัน ภาพนี้คุ้นตามากสำหรับใครที่ติดตามธุรกิจอาหารในช่วงหลังโควิด

เมื่อวิเคราะห์ผ่านหลักการ Business Quality Filter พบว่า MK ยังคงมีจุดแข็งของ Moat ประเภท "ต้นทุนการเปลี่ยน (Switching Cost)" ในแง่ที่ว่าแบรนด์ MK ถูกฝังลึกในความทรงจำของคนไทยหลายชั่วอายุ แต่ความได้เปรียบนั้นกำลังถูกทดสอบจากทั้งคู่แข่งหน้าใหม่และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ต้นทุน 3 ด้านที่บีบมาร์จิ้น

ปัจจัยแรกคือต้นทุนวัตถุดิบที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของต้นทุนรวมในธุรกิจร้านอาหาร และยังคงผันผวนสูงจากทั้งสภาพภูมิอากาศและผลพวงจากนโยบายการค้าโลก ปัจจัยที่สองคือค่าแรงงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ และปัจจัยที่สามคือค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง ทั้งสามด้านนี้รวมกันสร้างแรงกดดันให้กับอัตรากำไรของบริษัทในทุกไตรมาส

ภาพรวมอุตสาหกรรม

ข้อมูลวิจัยจาก LH Bank ชี้ให้เห็นว่าในปี 2568-2569 ธุรกิจร้านอาหารไทยมีผู้ประกอบการอยู่ถึง 26,271 ราย และกลุ่มรายย่อยกว่า 12,449 ราย กำลังขาดทุนเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ขณะที่ตลาดร้านอาหารไทยโดยรวมมีมูลค่ากว่า 6.6 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของ LINE MAN Wongnai นั่นหมายความว่าสนามนี้ใหญ่มาก แต่การแข่งขันก็โหดพอกัน

MK: แข็งแค่ไหนกันแน่?

ถ้าจะใช้กรอบวิเคราะห์แบบ Top-Down ตั้งแต่ Macro ลงมาถึงตัวบริษัท ภาพจะชัดขึ้นมาก

ระดับ Macro

ผู้บริโภคไทยยังอ่อนไหวต่อราคา แม้เศรษฐกิจจะทยอยฟื้น แต่กำลังซื้อยังไม่แข็งพอให้ร้านอาหารขึ้นราคาได้อย่างเต็มที่ นั่นทำให้ "Pricing Power" ซึ่งเป็นหัวใจของ Moat ประเภทแบรนด์ ยังถูกจำกัดอยู่

ระดับ Sector

อาหารประเภท Hot Pot และสุกี้เป็นหมวดที่คู่แข่งเพิ่มขึ้นเร็วมาก เพราะเป็นอาหารที่ผู้บริโภคมองว่า "ทำเองก็ได้" และมีตัวเลือกในห้างที่ราคาต่ำกว่าอีกมาก

ระดับ Company

MK กำลังพยายามตอบโจทย์นี้ด้วยกลยุทธ์กระจายแบรนด์ โดย MK Suki ยังเป็นหัวหอกที่สร้างรายได้ราว 64% ของรายได้รวม ควบคู่กับ Bonus Suki, Yayoi อาหารญี่ปุ่น และ Hikiniku To Kome ที่เน้นตลาดพรีเมียมขึ้น การกระจายแบรนด์นี้คือ Move ที่ถูกทิศทาง แต่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง

มุมนักลงทุน: หุ้น M น่าสนใจในจุดไหน?

ราคาหุ้น ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 21.40 บาท ปรับตัวขึ้น 4.39% ในวันนั้น โดยมี Market Cap ราว 18,878 ล้านบาท

เมื่อดูตัวเลขผ่าน Valuation Gut Check พบว่า P/E อยู่ที่ราว 24 เท่า และ P/BV ที่ 1.42 เท่า ซึ่งในภาวะที่กำไรถูกกด P/E นี้ดูไม่ถูก แต่สิ่งที่ทำให้หุ้น M ยังน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนระยะกลาง-ยาวคือ Dividend Yield ที่ราว 4.88% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหลายเท่า

สำหรับนักลงทุนที่มอง MK ในฐานะ "Dividend Play" มากกว่า "Growth Stock" ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลของบริษัทตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม ล่าสุดบริษัทประกาศปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น วันปิดสมุดทะเบียน 11 พฤษภาคม 2569

แต่ถ้ามองผ่านกรอบ Position Sizing ที่รอบคอบ หุ้น M ในจุดนี้น่าจะอยู่ในระดับ "Cyclical / Turnaround Stock" ที่ยังมีตัวแปรนอกเหนือควบคุมอยู่มาก จึงไม่ควรใส่น้ำหนักหนักเกินในพอร์ต

โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องรู้

โอกาส (Upside)

รายได้ที่เติบโต 13% สวนกระแสตลาดที่โตเพียง 3.4% นั้นบอกว่า "ฐานลูกค้ายังแข็งแกร่ง" แบรนด์ MK ยังมีพลังดึงดูดที่คู่แข่งหน้าใหม่ยังเอาชนะยากในระยะสั้น นอกจากนี้การขยายพอร์ตแบรนด์ โดยเฉพาะ Yayoi ที่มีกลุ่มลูกค้าต่างออกไปจาก MK สุกี้ หากสามารถทำให้แบรนด์เหล่านี้ Black ได้อีกครั้ง ก็จะช่วยเพิ่ม Margin โดยรวมได้ในปี 2570-2571

ความเสี่ยง (Downside)

ความเสี่ยงหลักคือสงครามโปรโมชั่นที่อาจยืดเยื้อต่อไปอีก ถ้าคู่แข่งยังไม่ถอย MK ก็ถอนไม่ได้ ประกอบกับต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง และการที่ผู้บริโภคไทยมีทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจาก Food Delivery ที่โตถึง 22% ต่อปีตามข้อมูลของ LINE MAN Wongnai และร้านสุกี้ราคาประหยัดที่ผุดขึ้นในทุกห้าง

สรุป

คำถามที่นักลงทุนควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจไม่ใช่ว่า "MK ดีไหม?" แต่คือ "MK จะกลับมาเรียกคืนอำนาจในการตั้งราคาได้หรือไม่ และจะใช้เวลานานแค่ไหน?" ถ้าตอบได้ว่า "ใช่ และรอได้" หุ้น M พร้อม Dividend Yield อาจเหมาะกับพอร์ตระยะยาวของคุณในสัดส่วนที่พอเหมาะ แต่ถ้าคาดหวัง Capital Gain ในระยะสั้น ภาพที่กำไรยังถูกกดดันอยู่ในไตรมาสหน้าและหน้าถัดไป อาจทำให้หุ้นยังไม่มีตัวเร่งที่ชัดเจนพอ

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน (Not Financial Advice) การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save