ครั้งแรกของไทยกับการซื้อ “พันธบัตรรัฐบาล” ผ่านบัญชี “หุ้น”

ครั้งแรกของไทยกับการซื้อ “พันธบัตรรัฐบาล” ผ่านบัญชี “หุ้น”

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

17 July 2026

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ การเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลมักถูกมองว่าเป็นเรื่อง "นอกพอร์ต" สำหรับนักลงทุนหุ้นรายย่อย เนื่องจากความซับซ้อนในการเข้าถึงที่มักจำกัดอยู่เพียงแอปพลิเคชันเฉพาะทางหรือเคาน์เตอร์ธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก

แต่ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผนึกกำลังกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ภายใต้ระบบ Bond Connect

การเชื่อมโยงครั้งนี้ทำให้ตราสารหนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีหลักทรัพย์เดิมที่นักลงทุนใช้งานอยู่เป็นประจำได้เป็นครั้งแรกของไทย

ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มช่องทางจำหน่ายพันธบัตรรุ่นใหม่ แต่คือการส่งสัญญาณว่าตลาดทุนไทยกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคของการบริหารความมั่งคั่งแบบรวมศูนย์ที่นักลงทุนสามารถจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ระหว่างหุ้นและพันธบัตรได้แบบไร้รอยต่อในหน้าจอเดียว

สิ่งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของหน่วยงานกำกับดูแลในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้การกระจายความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป แต่กลายเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่นักลงทุนสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่เคย

Bond Connect และพันธบัตร "ออมพลัส"

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือระบบ Bond Connect Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต่อยอดมาจากระบบเดิมของตลาดทุน เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้สะดวกขึ้น โดยมีพันธบัตรรัฐบาลรุ่น "ออมพลัส" เป็นผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท

พันธบัตรออมพลัสจะเปิดเสนอขายให้กับบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีบัญชีหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีจุดเด่นที่การใช้กลไกการจัดสรรแบบ Small Lot First ซึ่งจะจัดสรรเป็นรอบๆ รอบละ 1,000 บาท วนไปจนครบวงเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จองซื้อรายย่อยทุกรายจะได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีวงเงินจองซื้อเท่าใดก็ตาม

สำหรับการเสนอขายในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 รุ่นอายุ คือ
- รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.8% ต่อปี
- และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.8% ต่อปี

โดยจะเริ่มเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 3–5 สิงหาคม 2569 ผ่านตัวแทนจำหน่าย 24 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ รวมถึงการจองซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Streaming

ทั้งนี้ แม้ความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาลในการผิดนัดชำระหนี้จะต่ำมาก แต่หากขายในตลาดรองก่อนครบกำหนด ราคาอาจมีความผันผวนตามอัตราดอกเบี้ยในตลาด

เมื่อพันธบัตรกลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตหุ้น

ความสำคัญของการพัฒนา Bond Connect ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มช่องทางขาย แต่คือการปรับเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ลงทุนในภาพรวมการที่นักลงทุนสามารถดูภาพรวมการถือครองพันธบัตรรัฐบาลร่วมกับสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้นหรือกองทุน ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Streaming หรือ Wiset ช่วยให้การประเมินมูลค่าความมั่งคั่งรวม ทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ ในเชิงการบริหารสภาพคล่อง ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่าในอนาคตนักลงทุนจะสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลที่จองซื้อผ่านช่องทางนี้ไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการลงทุนได้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตราสารหนี้ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ "ถือจนครบกำหนด" แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีพลวัตในเชิงการบริหารเงินมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การมีตลาดรอง (Secondary Market) รองรับผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้พันธบัตรที่ถือครองในรูปแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ทันทีหลังจากพ้นระยะเวลาถือครองที่กำหนด (Silent Period) ช่วยลดปัญหาด้านสภาพคล่องที่เคยเป็นอุปสรรคของการลงทุนในพันธบัตรสำหรับนักลงทุนรายย่อยในอดีต

การพัฒนา Bond Connect จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของตลาดทุนไทยในการบูรณาการสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ เข้าด้วยกัน การลดกำแพงระหว่างการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนรายย่อย แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ตราสารหนี้กลายเป็นส่วนประกอบพื้นฐานในการจัดพอร์ตความมั่งคั่งที่เข้าถึงได้จริงสำหรับทุกคนในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save