จับโอกาสลงทุน จากแรงสั่นสะเทือนฮอร์มุซ Key Takeaways จากงานแถลงข่าวศูนย์วิจัยกสิกรไทยประจำไตรมาส 1 ปี 2569 “ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”

จับโอกาสลงทุน จากแรงสั่นสะเทือนฮอร์มุซ Key Takeaways จากงานแถลงข่าวศูนย์วิจัยกสิกรไทยประจำไตรมาส 1 ปี 2569 “ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

20 March 2026

ในโลกเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน "ไฟสงคราม" ในตะวันออกกลางในปี 2026 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "ความเสี่ยงขาลง" (Downside Risk) ที่ส่งเปลวความร้อนมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โอกาสทางธุรกิจ และพอร์ตการลงทุนของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตราคาพลังงานและ Supply Chain Shock

จุดเปราะบางที่สุดของวิกฤตครั้งนี้คือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ (Chokepoint) สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ข้อมูลเชิงลึกที่น่ากังวลสำหรับภาคการขนส่งและการผลิต มีดังนี้

  • ต้นทุนลอจิสติกส์พุ่งปรี๊ด: เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War-risk premium) สำหรับเรือขนส่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100% ถึง 300%
  • ต้นทุนทะลุล้าน: ต้นทุนต่อเที่ยว (Cost per voyage) สำหรับเรือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ พุ่งสูงถึง 1,000,000 ดอลลาร์
  • วิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์: ความขัดแย้งคุกคามอุปทานปุ๋ย 1 ใน 3 ของโลก โดยประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 26%
  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิป: ทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม (ซึ่ง 34% ของอุปทานโลกมาจากกาตาร์)
  • Force Majeure บริษัทปิโตรเคมีหลายแห่งในเอเชียต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากการส่งมอบสินค้าล่าช้า (หรือไม่ส่งเลยในช่วงนี้)

Stagflation: ภัยเงียบที่คุกคาม GDP ไทย

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2-0.7 ภายใต้สมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

แต่ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) คือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานเกิน 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบยืนระยะเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 และ GDP ไทยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP กดดันให้เกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อพุ่ง) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจาะลึกผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม

1. กลุ่มยานยนต์ (Underweight)

เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทย คิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด

  • ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่ที่ "รถปิกอัพ" ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 ของการส่งออกไปตลาดนี้
  • คาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน
  • เมื่อรวมกับปัจจัยการแข่งขันจากรถยนต์ EV จีน และมาตรการภาษีเม็กซิโก คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1

2. กลุ่มท่องเที่ยวและการบิน (Neutral to Underweight) มีการประเมินว่า

  • จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม
  • คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท
  • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเฉลี่ยเร่งสูงขึ้น 76% กดดันอัตรากำไร (Margin) ของสายการบินอย่างหนัก

3. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Selective Buy: Growth Play)

แม้สงครามอิหร่านจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด แต่นี่คือ "โอกาสซ่อนรูป"

  • การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
  • คาดว่าในปี 2569 การส่งออกกลุ่มนี้จะยังเติบโตได้ที่ร้อยละ 11.5 แม้จะชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3 ในปีก่อนหน้า

มุมมองการลงทุน

จากการนั่งฟังบทวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์แล้ว ผู้เขียนมองภาพการลงทุนในช่วงนี้ไว้ดังนี้ (ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนด้วยตนเองทุกครั้ง) แม้ความผันผวนจะสูง แต่ก็ยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่สำหรับคนที่เลือกเกมถูก

  • Defensive & Energy Plays ในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอาจได้อานิสงส์ระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่อย่าลืมจับตาเรื่องนโยบายแทรกแซงราคาของภาครัฐ

  • Selective ในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (SME) ที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง เช่น กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร และร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง หากลงทุนในบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ควรเลือกบริษัทที่มีอำนาจต่อรองราคาสูง (Pricing Power)

  • Buy the Dip in Tech/Electronics: แม้ต้นทุนสารเคมีจะแพงขึ้นชั่วคราว แต่ Mega Trend ของ AI และ Data Center ยังคงวิ่งต่อ การย่อตัวของราคาหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีพื้นฐานดี ถือเป็นโอกาสสะสม (Accumulate) สำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาว เพื่อรับผลตอบแทนทบต้น (CAGR) ในอนาคต

  • การลงทุนในช่วง Stagflation Risk ต้องเน้นบริษัทที่มี Efficiency สูง มีหนี้สินต่ำ และมีกระแสเงินสดรับสม่ำเสมอ (Recurring Income) เพื่อทนทานต่อต้นทุนที่ผันผวน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save