มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี แต่คือ “สิ่งจำเป็น” งานวิจัยเผย

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี แต่คือ “สิ่งจำเป็น” งานวิจัยเผย

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

10 September 2026

ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน สิ่งที่ทายาทต้องเจอไม่ใช่แค่ความโศกเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ภาษีมรดกก้อนโต” ที่ต้องจ่ายภายในเวลาจำกัด จนบางครอบครัวต้องรีบขายที่ดิน หุ้นธุรกิจ หรือแม้แต่กิจการที่สร้างมาทั้งชีวิต เพื่อหาเงินสดมาจ่ายภาษีให้ทัน

นี่คือสิ่งที่ครอบครัวระดับ High-Net-Worth หรือ HNW ทั่วโลกกลัวมากที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ "ประกันชีวิต" กลายเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนมรดกที่จริงจังไม่แพ้พินัยกรรม

รายงานจาก Empathy บริษัทวิจัยด้านการวางแผนมรดกในสหรัฐฯ พบว่า 48% ของครอบครัวระดับ HNW มองว่า “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งต่อมรดกและความมั่งคั่ง

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนที่มีทรัพย์สินระดับสูงไม่ได้มอง “ประกันชีวิต” เป็นแค่ความคุ้มครองยามเสียชีวิตแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่มองเป็น "โครงสร้างทางการเงิน" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาภาษี และความขัดแย้งในครอบครัวโดยเฉพาะ

รูปแบบประกันชีวิตที่กลุ่ม HNW นิยมใช้ มีอยู่ 3 แบบหลักๆ ด้วยกัน

1. ประกันชีวิตแบบคุ้มครองตลอดชีพ

เน้นสะสมมูลค่าเงินสดที่เติบโตแบบชะลอการเสียภาษี เหมาะกับคนที่อยากมีสภาพคล่องสำรองในระยะยาว

2. ประกันชีวิตแบบคุ้มครอง 2 คนพร้อมกัน

เช่น คู่สมรส โดยจะจ่ายเงินเอาประกัน ก็ต่อเมื่อบุคคลที่สองเสียชีวิตลง ไม่จำเป็นต้องเสียชีวิตพร้อมกัน ซึ่งจะจ่ายเงินออกมาในช่วงที่มรดกถูกส่งต่อไปยังทายาท และต้องชำระภาษีมรดกพอดี ทำให้ไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หลัก

3. ทรัสต์ประกันชีวิตแบบเพิกถอนไม่ได้

ใช้เป็นโครงสร้างถือครองกรมธรรม์ไว้นอกกองมรดก เพื่อให้เงินเอาประกันไม่ถูกนำไปคำนวณภาษีมรดก และส่งมอบให้ทายาทได้แบบปลอดภาษี

เหตุผลที่คนรวยเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะอยากเลี่ยงภาษี แต่เพราะพวกเขาเข้าใจว่า "สภาพคล่อง" สำคัญกว่ามูลค่าทรัพย์สินในกระดาษ

เพราะกองมรดกที่มีมูลค่าสูง อาจต้องรับภาระภาษีมรดกอัตราสูงสุดถึง 40% การมีเงินสดพร้อมจ่ายทันที คือสิ่งที่ทำให้ทายาทไม่ต้องเดือดร้อน และรีบขายสินทรัพย์หลักในราคาที่ไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างเช่นเคสของ Joe Robbie ผู้ก่อตั้งและเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล Miami Dolphins ซึ่งสร้างทีมขึ้นมาด้วยเงินลงทุนส่วนตัว แต่เมื่อเขาเสียชีวิตในปี 1990 ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์และทีมกีฬา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที

ทายาทเลยต้องเจอกับ “ภาระภาษีมรดก” ที่สูงถึง 47 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5 พันล้านบาท แต่กลับไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับชำระภาษี เพราะไม่ได้วางแผนสร้างสภาพคล่องไว้ล่วงหน้า เช่น “การทำประกันชีวิต”

สุดท้ายทายาทต้องจำใจขาย Miami Dolphins ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก เพื่อนำเงินมาชำระภาษี และการขายที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านสภาพคล่องในครั้งนี้ ทำให้ครอบครัวสูญเสียธุรกิจที่สร้างมาด้วยตัวเองไป

นี่เลยเป็นตัวอย่าง “มีทรัพย์สินมหาศาล” ไม่ได้แปลว่า “จะมีสภาพคล่องมากเพียงพอ” ถ้าไม่มีการวางแผนภาษีและมรดกที่ดี ทายาทอาจต้องขายสินทรัพย์สำคัญของครอบครัว เพียงเพื่อหาเงินสดมาจ่ายภาษี

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้ประกันชีวิตกลายเป็นเครื่องมือมรดกของคนรวย ไม่ใช่วงเงินคุ้มครองที่สูง แต่คือ "โครงสร้าง" ที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เงินไหลไปถึงคนที่ควรได้รับ ในเวลาที่เหมาะสม โดยไม่สร้างภาระหรือความขัดแย้งให้กับคนข้างหลัง

แนวคิดนี้ไม่ได้ใช้กับแค่ครอบครัวระดับพันล้าน คนทั่วไปก็สามารถเอาหลักการเดียวกันมาปรับใช้ได้ เช่น การทำประกันชีวิตเพื่อเตรียมสภาพคล่องให้ทายาท หรือการวางแผนล่วงหน้าว่าทรัพย์สินแต่ละก้อน ควรถูกส่งต่อผ่านช่องทางไหน

เพราะสุดท้ายแล้ว มรดกที่ดีที่สุด ที่ใครสักคนจะทิ้งไว้ให้ครอบครัว คือการวางแผนที่ทำให้เงินก้อนนั้น ไปถึงมือคนที่ควรได้รับ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งหรือภาระที่ไม่จำเป็น

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save