
5 ยักษ์อุปโภคฯ แจ้งผู้ค้าแล้ว ต้นทุนพุ่ง สต๊อกหมด ราคาขึ้น สงครามที่คุณไม่ได้เริ่ม มาเคาะประตูห้องครัวคนไทย
ตั้งแต่เมษายน 2569 เป็นต้นไป ของที่คุณซื้อทุกวันจะไม่เหมือนเดิม และไม่ใช่เพราะรัฐบาลไทยตัดสินใจอะไร
สัญญาณที่ห้าบริษัทใหญ่ส่งมาพร้อมกัน
ภายในสัปดาห์เดียวระหว่างวันที่ 13–18 มีนาคม 2569 บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 ราย ทยอยส่งหนังสือแจ้งผู้ค้าทั่วประเทศ ได้แก่ เนสท์เล่ (ไทย), F&N แดรี่ส์, ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง, สหพัฒนพิบูล และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC)
ใจความในหนังสือทุกฉบับพูดถึงเรื่องเดียวกัน “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนในหลายจุดพร้อมกัน สินค้าสต๊อกเก่าในราคาเดิมอาจมีจำหน่ายถึงแค่เดือนเมษายน และหลังจากนั้น ทั้งราคาและปริมาณสินค้าจะเปลี่ยนไป”
การที่ห้าบริษัทส่งสัญญาณเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันบอกว่าแรงกดดันนั้นมาจากต้นน้ำ ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้บริหารในออฟฟิศกรุงเทพ
ต้นน้ำ: ทำไมสงครามในอ่าวเปอร์เซียถึงขึ้นมาถึงโรงงานในไทย
สิ่งที่เนสท์เล่ระบุชัดในหนังสือแจ้งคือ ปัญหาหลักอยู่ที่ "วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ" โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์
นี่คือจุดที่คนทั่วไปมักมองข้าม น้ำมันไม่ได้แค่วิ่งในรถบรรทุก มันคือวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งผลิตทุกอย่างตั้งแต่ขวดพลาสติก ซองสินค้า ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร เมื่อช่องแคบฮอร์มุซที่น้ำมัน 1 ใน 3 ของโลกต้องผ่านตกอยู่ในความเสี่ยง ราคาวัตถุดิบปลายทางก็สั่นคลอนตาม
และไม่ใช่แค่น้ำมันที่ผ่านช่องทางนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ยังคุกคามอุปทานปุ๋ย 1 ใน 3 ของโลก และประเทศไทยเราก็ได้รับผลไม่น้อยเพราะพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 26%
นอกจากนี้ ไทยยังนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 58% และ LNG สำหรับผลิตไฟฟ้าอีก 25% ก็ผ่านเส้นทางเดียวกัน ต้นทุนพลังงานในโรงงานจึงขยับตามทันทีที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด
กลางน้ำ: โลจิสติกส์ที่เปราะกว่าที่คิด
F&N และยูนิลีเวอร์ต่างระบุตรงกันว่า ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ คือปัญหาที่กำลังติดตาม เส้นทางขนส่งทางเรือและทางอากาศอาจได้รับผลกระทบ และการส่งมอบสินค้าอาจล่าช้า
สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ระบุว่า ช่วงที่ความไม่สงบในทะเลแดงลุกลาม ต้นทุนลอจิสติกส์พุ่งปรี๊ดจากเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War-risk premium) สำหรับเรือขนส่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100% ถึง 300% ทั้งสายเรือที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือจ่ายค่าประกันเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าแพงขึ้นก่อนจะถึงโรงงานด้วยซ้ำ
สำหรับไทย ระบบโลจิสติกส์บนบกในประเทศก็เปราะพอกัน เพราะการขนส่งทางถนนคิดเป็นกว่า 42% ของต้นทุนขนส่งทั้งหมด และทั้งหมดนั้นวิ่งด้วยดีเซล เมื่อราคาน้ำมันขึ้น แรงกดดันจึงสะสมทั้งในและนอกประเทศพร้อมกัน
แม้รัฐบาลไทยจะพยายามตรึงราคาน้ำมันไว้ แต่นั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่หน้าเป็นห่วง แม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานและ ปตท. ออกมายืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรอง (Energy Buffer) อยู่ที่ 96 วัน แต่ในสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมคือ "ต้นทุนที่แท้จริง" ปัจจุบันราคาดีเซลหน้าปั๊มถูกตรึงไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยเริ่มขยับขึ้นจากระดับเดิมที่ 29.94 บาท ตั้งแต่ช่วงวันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา โดยที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เงินอุดหนุนสูง
ส่วนต่างราวๆ 10 - 12.73 บาท/ลิตร ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังแบกรับอยู่นี้ คือระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ หากวิกฤตยืดเยื้อและกองทุนฯ ขาดสภาพคล่องจนต้อง "ลอยตัวราคาน้ำมัน" สิ่งที่จะตามมาคือภาวะ Cost-Push Inflation (เงินเฟ้อจากต้นทุนผลักดัน) ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งจะพุ่งทะยาน กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาด และอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการประเมินมูลค่าหุ้น (P/E Ratio) ของทั้งกระดาน SET Index
ปลายน้ำ: ผู้บริโภคจะเจออะไรบ้างตั้งแต่เมษายนนี้
สหพัฒนพิบูลและ BJC ระบุว่ามีความเสี่ยง "สินค้าพร้อมขายลดลง" และ "การส่งมอบล่าช้า" อีกทั้งในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ธุรกิจมีสิทธิใช้ Force Majeure หรือต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจากการส่งมอบสินค้าล่าช้า (หรือไม่ส่งเลยในช่วงนี้) โดยในหนังสือชี้แจงยูนิลีเวอร์แนะนำให้ผู้ค้าพิจารณาสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ต้นทุนจะปรับขึ้น
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ภาพที่จะเห็นในช่วงถัดไปมีสองแบบ แบบแรกคือสินค้าบางรายการหายจากชั้นวางชั่วคราว แบบที่สองคือราคาที่ปรับขึ้นหลังสต๊อกเก่าหมด และไม่มีบริษัทใดในห้าบริษัทระบุได้ว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดเมื่อไร
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวคือโครงสร้างราคา สินค้าอุปโภคบริโภคมีลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ขึ้นง่าย ลงยาก" เพราะเมื่อต้นทุนพลังงานและบรรจุภัณฑ์ถูกฝังเข้าไปในโครงสร้างราคาแล้ว แม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ราคาปลายทางก็ไม่ได้ตามลงในจังหวะเดียวกัน
น้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อ 0.6-0.7% ของ GDP
ปกติบริษัทขนาดนี้ไม่ส่งหนังสือเตือนผู้ค้าพร้อมกัน เว้นแต่จะเห็นสัญญาณที่ชัดพอจะทำให้ต้องแจ้งล่วงหน้า
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้งห้าบริษัทต่างบอกว่า "ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อเพียงใด" ซึ่งหมายความว่าแม้แต่บริษัทที่มีข้อมูลซัพพลายเชนในมือดีที่สุด ก็ยังไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหน
แต่ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย) คือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานเกิน 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบยืนระยะเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 และ GDP ไทยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต และราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP กดดันให้เกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อพุ่ง) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤติมาพฤติกรรมเปลี่ยน อุตสาหกรรมไหนรับเทรนด์?
อ้างอิงจากมุมมองของเซียนมี่ที่เคยให้ไว้ในรายการ SET Mindset เขามองว่า อย่างไรก็ตามในสถานการณ์แบบนี้เซียนมี่ คงไม่มีหุ้นกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์ 100% แต่โดยรวมแล้วได้มากกว่าเสียอาจจะยังพอมี
กลยุทธ์ตอนนี้คือ Wait&See และนักลงทุนควรเตรียมเงินสดติดพอร์ตไว้บ้างราว 10 - 15% เพื่อลดทอนความเครียดทางจิตวิทยาในยามที่ตลาดปรับตัวลง และให้มองหา Trend Behavior ที่เปลี่ยนจริงๆ
เช่น
- กลุ่มเทคโนโลยีและโทรคมนาคม
เมื่อการเดินทางมีต้นทุนสูงขึ้น องค์กรจำนวนมากมักหันไปใช้ Hybrid หรือ Work from Home มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการอัปเกรดอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะไม่กลับไปใช้น้อยลงอีกแล้ว
👉🏻 ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้ เช่น ADVANC, TRUE รวมถึงกลุ่มสินค้ากลุ่มขายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที COM7, SPVI, IT
- กลุ่มพลังงานทางเลือก (Solar & EV)
ผู้บริโภคตระหนักรู้เร็วขึ้นว่าต้องหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว ทั้งการสนใจรถ EV หรือการติดโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่ โดยเฉพาะเมื่อมีนโยบายรัฐที่ให้นำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 200,000 บาทเป็นตัวกระตุ้น
👉🏻 หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่าง GULF, GPSC, BGRIM รวมถึง EA
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
ได้ประโยชน์ในทางอ้อมจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงใหม่ และอาจย้ายเม็ดเงินลงทุน โดยเฉพาะ Data Center กลับมาในภูมิภาคของเราที่มีความพร้อมด้านไฟฟ้ามากกว่า
👉🏻 หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA, AMATA และ ROJNA
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและสถานการณ์ ไม่ใช่การชี้นำให้ซื้อหรือขาย นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
