โลกป่วน แต่พอร์ตต้องรอด : จับตา 3 ฉากทัศน์ชี้ชะตาเศรษฐกิจและหาหลุมหลบภัยในตลาดหุ้นผันผวน

โลกป่วน แต่พอร์ตต้องรอด : จับตา 3 ฉากทัศน์ชี้ชะตาเศรษฐกิจและหาหลุมหลบภัยในตลาดหุ้นผันผวน

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

02 March 2026

ท่ามกลางพาดหัวข่าวความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุขึ้นทุกวัน เปิดพอร์ตมาเห็นตัวเลขแกว่งตัวแรงแบบนี้ เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงอดกังวลใจไม่ได้ แต่ก่อนที่จะตระหนกตกใจตามตลาด อยากชวนทุกคนถอยกลับมาตั้งหลักและมองภาพกว้างกันสักนิด

หากเราอิงจากข้อมูลและสถิติที่เคยเกิดขึ้นจะพบความจริงข้อหนึ่งว่า ในทุกวิกฤตที่ตลาดเข้าสู่โหมดตื่นตระหนก มักจะมี "หลุมหลบภัย" และ "โอกาส" ซ่อนอยู่เสมอ ขอเพียงแค่เราเข้าใจโครงสร้างและทิศทางของมันอย่างแท้จริง

วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางรอบล่าสุดที่กำลังปะทุขึ้นเป็นไปเป็นมายังไง ผลกระทบที่จะมีต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงแนวทางการปรับพอร์ตเพื่อตั้งรับและฉกฉวยโอกาสในสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

เกิดอะไรขึ้นตอนนี้?

เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ผลักดันให้ภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างเต็มรูปแบบ

* จุดเริ่มต้นของการปะทะเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่จัดขึ้น ณ กรุงเจนีวาต้องล้มเหลวลง เนื่องจากจุดยืนที่สวนทางกัน โดยอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะยุติโครงการ "เสริมสมรรถนะยูเรเนียม" (Uranium Enrichment) ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์

* ปฏิบัติการ "Epic Fury" เริ่มต้นขึ้นในเวลา 8:15 เช้าวันที่ 28 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศ โดยระดมยิงขีปนาวุธ 500 ลูกและโดรนเข้าถล่มฐานทัพและโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เหตุการณ์ลุกลามไปสู่การระเบิดที่เกาะ Kharg Island ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันหลักที่มีกำลังการผลิตถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ช่วงค่ำวันนั้นรายงานความสูญเสียในอิหร่านพุ่งสูงขึ้น มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นกว่า 200 ราย บาดเจ็บกว่า 700 ราย น่านฟ้าหลายประเทศถูกสั่งปิดทันที

* การตอบโต้และผลกระทบวงกว้าง อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่กรุงเทลอาวีฟและฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศย่านตะวันออกกลาง รวมถึงมีการประกาศกึ่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (The 3 Scenarios)

จากการประเมินของ InnovestX Research สถานการณ์นี้สามารถออกได้ 3 หน้าหลัก ซึ่งนักลงทุนต้องวางแผนเผื่อไว้ดังนี้ครับ:

* Scenario 1: การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาสเกิด 30%)

ฝ่ายสหรัฐฯ อาจประกาศชัยชนะและนำไปสู่การยุติความขัดแย้งในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจพุ่งขึ้นไปที่ระยะ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสั้น ก่อนจะลดลงมาเฉลี่ยที่ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) อาจตกใจชั่วคราวและปรับฐานลงประมาณ 15-50 จุด (ราว -1% ถึง -3%)

* Scenario 2: สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาสเกิด 50% - เป็นกรณีฐานหรือ Baseline ปัจจุบัน)

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซถูกคุกคามอย่างยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีโอกาสทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจเฉลี่ยที่ 70-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี ตลาดหุ้นจะเข้าสู่ภาวะ Risk-off โดย SET มีโอกาสปรับลดลงราว 50-75 จุด (-3% ถึง -5%) ลงมาอยู่ที่กรอบเป้าหมาย 1318-1506 จุด

* Scenario 3: สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาสเกิด 20%)

หากเกิดการเปิดแนวรบร่วมกับกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์ ราคาน้ำมันเบรนท์อาจทะยานขึ้นไปสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย GDP อาจเติบโตลดลงเหลือเพียง 0.5-1.15% ตลาดหุ้นเข้าสู่โหมด Extreme Risk-off ส่งผลให้ SET ปรับฐานรุนแรง 75-150 จุด และอาจไหลลงไปทดสอบระดับ 1,100 จุดได้

ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดใน 72 ชัวโมงข้างหน้าคือ

1) ปฏิบัติการของช่องแคบ ฮอร์มุซว่าจะกลายเป็นการปิดกั้นอย่างเป็นทางการที่ยืดเยื้อหรือไม่
2) ระดับการแทรกแซงของจีนและรัสเซียซึ่งอาจกําหนดทิศทางของความขัดแย้งได้อย่างสิ้นเชิง

เจาะลึกผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม: ผู้ชนะและผู้แพ้

การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลเสียต่อทุกอุตสาหกรรม หากศึกษาข้อมูลทางสถิติในอดีต (เช่น สงครามอ่าวปี 1990, สหรัฐฯ-อิรัก ปี 2003, รัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 และอิหร่าน-อิสราเอล ปี 2025) จะพบว่าราคาน้ำมันเบรนท์มักปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ใน 2 สัปดาห์แรก และอาจขยับขึ้นราว 13% ภายใน 1 เดือน

กลุ่มที่ได้ประโยชน์ (Winners)

* กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น:

ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจะทําให้ธุรกิจ E&P (ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม) ได้รับประโยชน์ทางตรง แต่ต้นทุนน้ามันดิบของโรงกลั่นจะสูงขึ้นโดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่มาก โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ PTTEP SPRC TOP PTT

* กลุ่มเดินเรือ:

หากมีการหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านตะวันออกกลางและต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป อุปทานเรือจะตึงตัวส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น เป็นผลบวกต่อ TTA, PSL และ PRM

กลุ่มที่เสียประโยชน์และควรหลีกเลี่ยง (Losers)

* กลุ่มปิโตรเคมี:

ราคาน้ำมันสูงมีแนวโน้มดึงราคาปิโตรเคมีขึ้นในระยะแรก แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการปิโตรเคมี ผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้า มาร์จิ้น สูงได้น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก โดยหุ้นที่ได้ผลลบ ได้แก่ PTTGC IVL GGC

* กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP:

ราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะสูงขึ้น โดยหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านเดียวของ LNG จากการ์ต้า และ UAE (ราว 20% ของปริมาณการค้า LNG ทั่ว โลกต้องผ่านช่องแคบนี้) ทําให้ SPP margin มีโอกาสปรับลง โดยหุ้นที่ได้ผลลบ ได้แก่ BGRIM GPSC ส่วน GULF ได้รับผลลบจํากัด เพราะมี SPP น้อยมาก

* กลุ่มการบิน ท่องเที่ยว และโรงพยาบาล:

ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงจะกดดันกำไรสายการบินโดยตรง (เช่น AAV, THAI) นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวและผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางที่อาจชะลอการเดินทาง จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลระดับบนอย่าง BH (มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางถึง 18%)

กลยุทธ์การลงทุน: ปรับพอร์ตอย่างไรในภาวะวิกฤต?

ในฐานะนักลงทุน เราไม่สามารถควบคุมทิศทางของขีปนาวุธได้ แต่เราควบคุมพอร์ตของเราได้ นี่คือกลยุทธ์ที่อาจจะลองศึกษาดูในช่วงนี้

1. ใช้กลุ่มพลังงานเป็น Natural Hedge

ในภาวะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับฐาน หุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ PTT จะทำหน้าที่เป็น "Natural Hedge" หรือตัวกันชนพยุงดัชนีไว้ไม่ให้ร่วงลงแรงเกินไป การมีหุ้นกลุ่มนี้ติดพอร์ตไว้จะช่วยชดเชยผลขาดทุนจากกลุ่มอื่นๆ ได้เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

2. ปรับลดน้ำหนักหุ้นที่อิงต้นทุนพลังงานและการบริโภคที่เปราะบาง

ควรลดน้ำหนักหรือหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน เช่น กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP และอิเล็กทรอนิกส์ หากมีหุ้นเหล่านี้และยังมีกำไร การล็อกกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

3. หาหลุมหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)

ทองคำ

ในระยะสั้นทองคำมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นตามแรงซื้อป้องกันความเสี่ยง โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ระดับ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

หุ้นกลุ่ม Defensive

หุ้นที่มีอำนาจการตั้งราคา (Pricing Power) สูง และพึ่งพิงความต้องการในประเทศเป็นหลัก เช่น ADVANC, TRUE, BEM และ CHG เป็นที่พักเงินที่ดีหากราคาปรับฐานลงแรง

การลงทุนต่างประเทศ

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมความมั่นคง (Defense) ในต่างประเทศมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เช่น หุ้น RTX, LHX, LMT หรือกองทุน ETF อย่าง SHLD (Global X Defense Tech ETF)

วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์คือตัวแปรที่เราคาดเดาจังหวะเวลาได้ยากที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้คือการยึดหลักกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ (Systematic Diversification) อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราเทขายทุกอย่างแบบไร้สติ แต่ให้เปลี่ยนความระมัดระวังเป็นการจัดสรรพอร์ตใหม่ให้แข็งแกร่ง โยกเงินออกจากกลุ่มที่มีต้นทุนผูกติดกับน้ำมัน แล้วมาพักในหลุมหลบภัยอย่างทองคำ หุ้นผูกขาดในประเทศ หรือหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำครับ

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save