คนรวยไม่ได้กลัว “ไม่มีเงิน” แต่กลัว “เงินหาย” 4 จุดเสี่ยง “เงินหาย” กรณีศึกษาจาก 4 นักกีฬาระดับโลก

คนรวยไม่ได้กลัว “ไม่มีเงิน” แต่กลัว “เงินหาย” 4 จุดเสี่ยง “เงินหาย” กรณีศึกษาจาก 4 นักกีฬาระดับโลก

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

22 August 2026

เมื่อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โจทย์ทางการเงินไม่ได้มีเพียงการทำให้เงินเติบโต แต่คือการสร้างระบบป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงจากคน สถาบัน การขาดสภาพคล่อง หรือข้อผิดพลาดด้านภาษีและกฎหมาย กระทบความมั่งคั่งทั้งก้อน

เพราะการหาเงินเก่งไม่ได้แปลว่าจะรักษาเงินเก่งเสมอไป เงินก้อนใหญ่อาจเสียหายจากผู้ดูแลเงินที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เงินฝากที่เกินวงเงินคุ้มครอง สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก หรือโครงสร้างทางภาษีและกฎหมายที่เจ้าของรายได้ไม่ได้เข้าใจอย่างเพียงพอ

นักกีฬาอาชีพเป็นกลุ่มที่เห็นโจทย์เหล่านี้ได้ชัด เพราะสามารถสร้างรายได้ก้อนใหญ่ภายในช่วงเวลาสั้น ขณะที่ทรัพย์สิน ธุรกิจ สัญญาโฆษณา และภาระทางภาษีอาจอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี การรักษาความมั่งคั่งจึงต้องมีระบบดูแลตั้งแต่คนที่เข้าถึงเงิน สถาบันที่เก็บทรัพย์สิน สภาพคล่อง ไปจนถึงความถูกต้องของโครงสร้างทางกฎหมาย

กรณีของนักกีฬาระดับโลก 4 คนต่อไปนี้ช่วยให้เห็นว่า ความมั่งคั่งอาจเสียหายจากจุดใดได้บ้าง ซึ่งแต่ละความเสี่ยงต้องใช้ระบบป้องกันที่ต่างกัน

ความเสี่ยงจาก “คน” — เมื่อคนดูแลเงิน กลายเป็นคนที่ต้องตรวจสอบ

ทิม ดันแคน (Tim Duncan) เป็นหนึ่งในนักบาสเกตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดใน NBA แต่ในปี 2015 เขาระบุว่า การลงทุนหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับชาร์ลส์ แบงก์ส (Charles Banks) อดีตที่ปรึกษาการเงิน สร้างความเสียหายรวมมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 640 ล้านบาท

ดันแคนกล่าวหาว่าแบงก์สแนะนำให้เขานำเงินไปลงทุนในกิจการที่ตัวเองมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างไม่ครบถ้วน บางรายการยังเกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียม เงินกู้ และภาระค้ำประกันที่ดันแคนระบุว่าไม่เป็นประโยชน์กับตัวเอง

ส่วนคดีอาญาที่เกิดขึ้นภายหลังเกี่ยวข้องกับเกมเดย์ เอนเตอร์เทนเมนต์ (Gameday Entertainment) บริษัทที่แบงก์สเป็นผู้บริหาร เอกสารศาลระบุความเสียหายจากการลงทุนและการค้ำประกันในกรณีนี้ประมาณ 13.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 432 ล้านบาท แบงก์สยอมรับผิดฐานฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร ก่อนถูกศาลสั่งจำคุกสี่ปีและให้ชดใช้เงินแก่ดันแคน 7.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 240 ล้านบาท

กรณีนี้สะท้อนว่า เมื่อทรัพย์สินซับซ้อนขึ้น การมีผู้เชี่ยวชาญยังจำเป็น แต่ต้องมาพร้อมระบบตรวจสอบ หนึ่งในแนวทางลดความเสี่ยงคือแยกบทบาทของผู้แนะนำ ผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน และผู้ตรวจสอบออกจากกัน รวมถึงให้ธุรกรรมก้อนใหญ่ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

โจทย์ของ Wealth Management จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า “เลือกสินทรัพย์อะไร” แต่รวมถึงว่า “ใครมีอำนาจแตะต้องเงิน และใครเป็นคนตรวจสอบเขา”

ความเสี่ยงจาก “ที่เก็บเงิน” — เงินก้อนใหญ่ ไม่ได้ปลอดภัยเท่ากันทุกที่

เมื่อยานนิส อันเทโทคุมโป (Giannis Antetokounmpo) เข้ามาเล่นใน NBA และเริ่มมีรายได้ หนึ่งในคำถามแรกที่เขาถามธนาคารคือ “เงินของผมปลอดภัยไหม”

หลังรู้ว่าสหรัฐฯ มีวงเงินประกันเงินฝากของสำนักงานคุ้มครองเงินฝากสหรัฐฯ หรือ FDIC อยู่ที่ 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8 ล้านบาทต่อผู้ฝาก ต่อธนาคารที่มีประกัน และต่อประเภทความเป็นเจ้าของ ยานนิสจึงกระจายเงินไปประมาณ 5–7 ธนาคาร เพื่อไม่ให้เงินทั้งหมดอยู่กับสถาบันเดียว ตัวเลขนี้เป็นคำชี้แจงของเขาเอง หลังจากเคยมีเรื่องเล่าว่าเขากระจายเงินไว้ถึง 50 ธนาคาร

กลับมามองประเทศไทย ปัจจุบันสถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อผู้ฝากหนึ่งราย ต่อสถาบันการเงินหนึ่งแห่ง หากมีหลายบัญชีในธนาคารเดียวกัน เงินฝากทั้งหมดจะถูกรวมกัน ไม่ได้คุ้มครองแยกบัญชีละ 1 ล้านบาท

สำหรับคนที่มีเงินฝากจำนวนมาก คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “มีกี่บัญชี” แต่คือเงินแต่ละก้อนอยู่กับสถาบันใด ได้รับความคุ้มครองแค่ไหน และจำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินฝากหรือไม่

เงินที่ใช้ระยะสั้น เงินสำรองธุรกิจ เงินรอลงทุน และเงินระยะยาวอาจไม่ควรถูกจัดวางแบบเดียวกัน การกระจายเงินฝากจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง

หัวใจจึงอยู่ที่ Custody หรือการรู้ว่า เงินและทรัพย์สินถูกเก็บไว้ที่ไหน ได้รับความคุ้มครองอย่างไร และความเสี่ยงส่วนใดที่เจ้าของเงินยังต้องรับเอง

ความเสี่ยงจาก “สภาพคล่อง” — รวยเป็นสินทรัพย์ แต่ไม่มีเงินใช้

ความมั่งคั่งของเจ้าของธุรกิจหรือนักกีฬาไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดหรือหุ้นที่ซื้อขายได้ทุกวันเสมอไป เงินก้อนใหญ่อาจอยู่ในหุ้นบริษัท ที่ดิน ธุรกิจส่วนตัว หรือทีมกีฬา ซึ่งมีมูลค่าสูง แต่ต้องใช้เวลาและกระบวนการหลายขั้นตอนเมื่อต้องการเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสด

ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) ช่วยให้เห็นทางเลือกหนึ่งของเจ้าของสินทรัพย์ ในปี 2010 เขาเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของชาร์ลอตต์ ฮอร์เน็ตส์ (Charlotte Hornets) ในดีลที่ตีมูลค่าทีมราว 275 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท ก่อนขายหุ้นส่วนใหญ่ในปี 2023 ซึ่งดีลดังกล่าวตีมูลค่ากิจการไว้ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 96,000 ล้านบาท ขณะที่จอร์แดนยังเก็บหุ้นส่วนน้อยในสโมสรไว้

ข้อมูลสาธารณะไม่ได้ระบุว่าเขาขายหุ้นด้วยเหตุผลใด เราจึงใช้กรณีนี้เพื่ออธิบายผลของโครงสร้างดีลเท่านั้น

การขายหุ้นส่วนใหญ่แล้วเก็บหุ้นส่วนน้อยเป็นตัวอย่างของ Partial Exit หรือการออกจากการลงทุนเพียงบางส่วน ช่วยเปลี่ยนความมั่งคั่งบางส่วนจากสินทรัพย์ที่ซื้อขายยากให้มีสภาพคล่องขึ้น ขณะเดียวกันยังมีส่วนร่วมกับมูลค่าในอนาคตของกิจการ

สำหรับเจ้าของธุรกิจ Liquidity Planning จึงไม่ใช่แค่การถือเงินสด แต่คือการเตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้าว่า หากต้องการเงินก้อน จะเปลี่ยนทรัพย์สินบางส่วนเป็นสภาพคล่องได้อย่างไร โดยไม่ต้องขายทั้งหมด

ทางเลือกมีตั้งแต่ขายหุ้นให้พันธมิตร รับนักลงทุนใหม่ ขายธุรกิจบางส่วน หรือขายหุ้นในตลาดรอง โดยแต่ละวิธีมีต้นทุนด้านภาษี สิทธิออกเสียง และอำนาจควบคุมต่างกัน

สภาพคล่องจึงคือ ความสามารถในการตัดสินใจโดยไม่ถูกสถานการณ์บังคับ เพราะหากต้องรีบขายสินทรัพย์ก้อนใหญ่ในเวลาจำเป็น ราคาที่ได้รับอาจต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น

ความเสี่ยงจาก “โครงสร้าง” — หาเงินได้มาก แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองถือ

รายได้ของนักกีฬาระดับโลกไม่ได้มีเพียงเงินเดือน แต่ยังรวมโบนัส สปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ และรายได้จากหลายประเทศ ทำให้ภาษีและโครงสร้างทางกฎหมายเป็นส่วนสำคัญของการรักษาความมั่งคั่ง

ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) เคยเล่าว่า เขามุ่งทำหน้าที่เล่นฟุตบอลและไว้วางใจให้พ่อกับผู้เชี่ยวชาญดูแลเรื่องการเงิน อย่างไรก็ตาม คดีรายได้จากลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ช่วงปี 2007–2009 จบลงด้วยการที่เมสซีและพ่อถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงภาษีรวม 4.1 ล้านยูโร หรือประมาณ 152 ล้านบาท

ในปี 2016 ศาลสั่งจำคุกเมสซี 21 เดือนและปรับเกือบ 2 ล้านยูโร หรือราว 74 ล้านบาท ก่อนเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นค่าปรับเพิ่มเติมในเวลาต่อมา

กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของรายได้ต้องทำภาษีทุกอย่างด้วยตัวเอง การมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญจัดทำโครงสร้าง ยื่นภาษี และดูแลเอกสารยังเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อรายได้มีหลายแหล่งและหลายประเทศ

แต่การมอบหมายไม่ได้หมายความว่าเจ้าของรายได้ควรละเลยโครงสร้างที่ใช้กับเงินของตัวเอง เจ้าของควรเข้าใจอย่างน้อยว่า รายได้ถูกบันทึกไว้ที่ใด บริษัทหรือบุคคลใดรับเงินแทนตัวเอง ธุรกรรมสำคัญมีเอกสารรองรับหรือไม่ และโครงสร้างที่ใช้ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมหรือยัง

เมื่อรายได้และทรัพย์สินซับซ้อนขึ้น การมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งฝ่ายช่วยตรวจสอบภาษี กฎหมาย และเอกสารสำคัญ จึงทำหน้าที่คล้ายระบบควบคุมภายในของความมั่งคั่งส่วนบุคคล

โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “จ่ายภาษีถูกหรือไม่” แต่คือ
“เรามีระบบที่ทำให้รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้อง”

ก่อนทำให้เงินโต ตรวจระบบป้องกันสี่ชั้น

จะเห็นได้ว่า ความมั่งคั่งของแต่ละคนอาจเสียหายจากคนละจุด การป้องกันจึงต้องดูหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งสรุปเป็นกรอบ Wealth Management ได้ 4 เรื่องหลัก

  • Governance: ใครเป็นคนแนะนำ ใครดูแลทรัพย์สิน และใครตรวจสอบว่าธุรกรรมต่าง ๆ เหมาะสมหรือไม่
  • Custody: เงินและทรัพย์สินถูกเก็บไว้ที่ไหน ได้รับความคุ้มครองเพียงใด และกระจายความเสี่ยงมากพอหรือยัง
  • Liquidity: หากจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์บางส่วนเป็นเงินสดได้หรือไม่ โดยไม่ต้องรีบขายทั้งหมด
  • Compliance: ภาษี สัญญา และโครงสร้างทางกฎหมายได้รับการตรวจสอบถูกต้องหรือไม่ และเจ้าของเข้าใจสิ่งที่ตัวเองถืออยู่มากเพียงใด

สรุป

การรักษาความมั่งคั่งไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยง แต่คือการรู้ว่า ความเสียหายอาจเริ่มจากตรงไหน ใครมีอำนาจแตะต้องเงิน และมีระบบใดช่วยหยุดไม่ให้ความผิดพลาดลุกลามไปถึงทรัพย์สินส่วนอื่น

เพราะสุดท้ายแล้ว การหาเงินเก่งอาจสร้างความมั่งคั่งได้ แต่การรักษาความมั่งคั่งต้องอาศัยระบบที่ยังทำงานได้ แม้ในวันที่คน สถาบัน หรือสถานการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save