
กลุ่มหุ้นที่โดนหนัก vs กลุ่มที่พอรับมือได้ สงครามกับหุ้นไทย ไฟตะวันออกกลางลามมาถึงพอร์ตลงทุนเราได้ยังไง?
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันพุ่งทันที
ถ้าคุณถือหุ้นไทยอยู่ มันเกี่ยวโดยตรง และเกี่ยวพร้อมกัน 3 ทางในเวลาเดียวกัน
ทำไมสงครามครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
28 กุมภาพันธ์ 2569 เช้าตรู่ สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเกือบ 900 ครั้งในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง
คนส่วนใหญ่เห็นข่าวแล้วคิดว่า "มันอยู่ไกลมาก คงไม่เกี่ยวกับเรา"
สงครามตะวันออกกลางทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Gulf War ปี 1991, Iraq War ปี 2003 หรือ Israel-Hamas ปี 2023 ตลาดการเงินจะมองเหมือนกันคือ Fed จะผ่อนดอกเบี้ย ดอลลาร์จะอ่อน และ Bond Yield จะลง
สงครามครั้งนี้เดินสวนทางทุกอย่าง
เหตุผลคืออิหร่านไม่ได้รบเพื่อดินแดน แต่รบเพื่อทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามสูงจนไม่คุ้มสู้ต่อ วิธีที่ได้ผลที่สุดคือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่านที่นี่
ผลคือน้ำมันแพง → เงินเฟ้อสูง → Fed ลดดอกเบี้ยไม่ได้ → ดอลลาร์แข็ง → Bond Yield ขึ้น
ตรงกันข้ามกับทุกสงครามก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
3 ช่องทางที่กระทบไทยพร้อมกัน
InnovestX วิเคราะห์ว่าไทยโดนหนักกว่าหลายประเทศเพราะถูกกระทบพร้อมกัน 3 ช่องทาง
1. ส่งออกหด
สงครามกดเศรษฐกิจโลก ความต้องการสินค้าไทยลดลง ในสถานการณ์ที่สงครามยืดเยื้อ (ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้) คาดว่าการส่งออกจะหดถึง -18% ต่อปี
2. ต้นทุนพลังงานพุ่ง
ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซสูง น้ำมันที่แพงขึ้นหมายถึงต้นทุนเพิ่มทุกภาคธุรกิจ ข้อมูลจากอดีต 3 ครั้งที่น้ำมันพุ่งสูงชี้ว่า EBIT Margin ของบริษัทใน SET หดตัว 390-450 bps ภายใน 1-3 ไตรมาส ซึ่งหนักที่สุดในภูมิภาค
3. นักท่องเที่ยวหาย
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์กดดันการเดินทางระหว่างประเทศ ในสถานการณ์เลวร้าย จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดเหลือเพียง 25 ล้านคน จากเป้า 35 ล้านคน
InnovestX Research ระบุว่าเป้าหมายหลัก SET ปี 2026 ยังอยู่ที่ 1,500-1,530 จุด แต่จุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ที่ต่ำกว่า 1,350 จุด และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจลงถึง 1,076 จุด
กลุ่มหุ้นที่โดนหนัก vs กลุ่มที่พอรับมือได้
กลุ่มที่เจ็บหนักที่สุด
- สายการบินคือตัวอย่างชัดที่สุด เชื้อเพลิงคิดเป็น 26-32% ของรายได้ พอน้ำมันแพง ต้นทุนพุ่งทันที ในขณะที่ความต้องการเดินทางก็ลดลงพร้อมกัน สองด้านกดพร้อมกัน
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ก็อยู่ในกลุ่มเปราะบาง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนหลักโดยตรง
กลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือทนทานกว่า
- น้ำมันแพง = ข่าวดีสำหรับกลุ่ม E&P (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) และโรงกลั่น ในสถานการณ์เลวร้าย กำไรกลุ่มพลังงานอาจพุ่งถึง 33.5% เมื่อเทียบกับกรณีฐาน
- กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ไม่ได้ผูกกับราคาน้ำมันโดยตรง กำไรยังเติบโตได้แม้ภาพรวมยากขึ้น
- กลุ่มการแพทย์ (BDMS, GULF) มีรายได้ที่คาดเดาได้และมีอำนาจตั้งราคา แม้ผู้ป่วยตะวันออกกลางอาจลดลงชั่วคราว
เงินเฟ้อกับดอกเบี้ย กับดักที่ทำให้ไทยผ่านยากกว่าชาวบ้าน
ปกติเวลาเศรษฐกิจแย่ ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ แต่ครั้งนี้มีปัญหา
น้ำมันแพงทำให้เงินเฟ้อขึ้น แต่เศรษฐกิจพร้อมกันก็ชะลอตัว กนง. จึงอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลดดอกเบี้ยก็กลัวเงินเฟ้อพุ่ง ขึ้นดอกเบี้ยก็กดเศรษฐกิจเพิ่ม
ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด กนง. อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 1.25% พร้อมๆ กับที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว นี่คือนิยามของ Stagflation ที่นักเศรษฐศาสตร์กลัวกันมาก เพราะเป็นสถานการณ์ที่แก้ยากกว่า Recession ธรรมดา
แล้วตอนนี้ควรทำอะไร?
สงครามยังไม่จบ ความไม่แน่นอนยังสูง แต่มีสิ่งที่ทำได้ชัดเจน
- ลดน้ำหนักกลุ่มที่เปราะบางต่อพลังงาน โดยเฉพาะสายการบิน ปิโตรเคมี และขนส่ง
- เพิ่มน้ำหนักกลุ่มที่รายได้ในประเทศชัดเจน เช่น สื่อสาร สาธารณูปโภค และการแพทย์ ซึ่งมีกำไรที่คาดเดาได้และไม่ผูกกับวัฏจักรพลังงาน
- ถือเงินสดรอจังหวะ ถ้าสงครามยืดเยื้อและ SET ร่วงลงมาใกล้ 1,350 จุดหรือต่ำกว่า นั่นคือจุดที่นักลงทุนระยะยาวหลายรายมองว่าน่าสนใจ
- อย่าลืมทองคำ ในสภาวะนี้ทองยังทำหน้าที่ Hedge ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีกว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่
ข้างนอกวุ่นวาย ข้างในยังมีโอกาส
ชื่อรายงานของ InnovestX บอกว่า "ข้างนอกวุ่นวาย ข้างในร่างทอง" และนั่นยังเป็นจริงอยู่
เสถียรภาพการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งถือเป็นปัจจัยบวกที่ชัดเจน รัฐบาลภูมิใจไทย-เพื่อไทยมีเสียงข้างมากชัดเจน ทำให้กระบวนการงบประมาณและนโยบายเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้เร็วกว่าในอดีต
แต่ข้างในดีแค่ไหนก็ยังต้องสู้กับพายุข้างนอก ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิด และสงครามยังไม่มีวี่แววจบ ความผันผวนจะยังอยู่กับเรา
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าจะกลัวหรือไม่กลัว แต่คือเตรียมพอร์ตให้รับมือกับทุกสถานการณ์ได้ไหม
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลอ้างอิงจากรายงาน InnovestX Quarterly Strategy Q2/2569 การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเอง
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนะคำสาปคนรวย 3 รุ่น “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพังR...
มีธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก ที่รุ่นพ่อสร้างจากศูนย์ด้วยหยาดเหงื่อ รุ่นลูกรับช่วงต่อแล้วใช้...

ถ้าตอนนี้มีเงินก้อนหนึ่ง และอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ ควรซื...
ถ้าวันนี้เรามีเงินก้อนหนึ่งที่พอจะนำเอาไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับชีวิตได้นอกเหนือจากการ...

หุ้น EVEANDBOY (EB) ว่าที่น้องใหม่ตลาด SET “ปันผล” ขั้นต่...
วันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EVEANDBOY เจ้าของร้านเคร...

มหาเศรษฐีกว่า 48% ทำ “ประกันชีวิต” ไม่ใช่เพราะ เลี่ยงภาษี...
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งที่มีทรัพย์สินหลายพันล้านบาท แต่พอเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตกะทันหัน ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
