ฝ่าพายุ “Epic Fury” สงครามตะวันออกกลาง 2026 ชี้ช่องรอด-เจาะโอกาสลงทุน สรุปจากมุมมอง InnovestX, Pi Securities และเซียนมี่

ฝ่าพายุ “Epic Fury” สงครามตะวันออกกลาง 2026 ชี้ช่องรอด-เจาะโอกาสลงทุน สรุปจากมุมมอง InnovestX, Pi Securities และเซียนมี่

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

03 March 2026

เหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลางนับตั้งแต่ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ คือการเปิดฉากปฏิบัติการ "Epic Fury" โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ระดมยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าถล่มโรงงานนิวเคลียร์และจุดส่งออกน้ำมันหลักที่เกาะ Kharg Island ของอิหร่าน จุดนี้หลายสำนักมองว่ามันคือ "การพังทลายของระเบียบโลกเก่า"

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกประกาศ "ปิด" โดยกองกำลัง IRGC สถานการณ์นี้กำลังบีบให้นักลงทุนต้องตัดสินใจอย่างมีสติ

ในอดีตปี 1990 เมื่ออิรักบุกคูเวต SET Index เคยดิ่งเหวถึง -50% เพราะในวันนั้นไทยยังไม่มีหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่มาพยุงตลาด แต่ในวันนี้เรามีปราการด่านหน้าอย่าง PTT และ PTTEP แต่ก็ใช่ว่าจะกันได้ทั้งหมด

วันนี้ The Money Trends คัดสรรและสรุปบทวิเคราะห์สำคัญมาให้ครบในโพสต์เดียว เพื่อตอบคำว่า “จะเกิดอะไรขี้นถ้าสงครามยืดเยื้อและต้องจัดสรรและลงทุนยังไง ในระยะสั้น กลาง ยาว” เพื่อช่วยนักลงทุนมองภาพสถานการณ์ได้ชัดขึ้น และวางกลยุทธ์ได้อย่างมีเหตุผล

มุมมองจาก InnovestX: 3 ฉากทัศน์ที่อาจเปลี่ยน "หน้าพอร์ต" ของคุณ

InnovestX โดยทีมผู้จัดทำ ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล (นักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก) เอกสิทธิ์ อู่ไพบูรณ์ นักกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่าโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off เต็มรูปแบบ โดยแบ่ง Scenario Analysis ออกเป็น 3 ระดับความรุนแรงที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังใน 72 ชั่วโมงข้างหน้า

* Scenario 1: การโจมตีจำกัดและจบเร็ว (โอกาส 30%)

  • สหรัฐฯ ประกาศชัยชนะภายใน 2-3 วัน และเกิดการเจรจา ราคาน้ำมัน Brent อาจพุ่งขึ้นชั่วคราว (Overshoot) ไปที่ $75-80 และลดลงเร็วหลังจบเหตุการณ์เป้าหมาย SET Index ยังอยู่ที่ 1,530 จุด

* Scenario 2: สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50% - มีความเป็นไปได้สูงที่สุด)

  • ช่องแคบฮอร์มุซกึ่งปิด ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูง ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ $70-100 กระทบ GDP ไทยให้เหลือเพียง 1.1-1.5% และเป้าหมาย SET Index ลดลงเหลือ 1,318-1,506 จุด

* Scenario 3: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ (โอกาส 20%)

  • กลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบเต็มพิกัด น้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ตลอดปี SET Index อาจถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่า หรือระดับ 1,100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรง

ในทุกฉากทัศน์ หุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP, PTT และ BCP จะทำหน้าที่เป็น "Natural Hedge" ที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นไทย การถือหุ้นเหล่านี้คือการซื้อ "ประกัน" ให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ

มุมมองจาก Pi Securities ภัยเงียบจากหนี้สาธารณะและขุมทรัพย์ "แร่หายาก"

แต่หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่กว่าแค่ราคาน้ำมันรายวัน มุมมองเชิงโครงสร้างจาก Pi Securities จะทำให้เราเห็นภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าสงคราม นั่นคือการจัดระเบียบโลกใหม่โดยกลุ่ม BRICS โดยวิเคราะห์ว่าสงครามจะนำมาซึ่ง "3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่" คือ หนี้ภาครัฐเพิ่ม, เงินเฟ้อพุ่ง และเศรษฐกิจหดตัว

Pi Securities ชี้ให้เห็นว่าในยามสงคราม ประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Markets - DM) มักจะมีภาระหนี้พุ่งเกิน 100% ของ GDP ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets - EM) มีหนี้เฉลี่ยเพียง 60% และมักไม่ก่อสงครามเอง ตลาด EM จึงมีความน่าสนใจกว่ามากในเชิงพื้นฐาน

ที่สำคัญที่สุดคือ "แร่หายาก" (Rare Earth) ซึ่งกว่า 70% ของโลกถูกครองโดยกลุ่ม BRICS (จีน 34%, รัสเซีย 16%, บราซิล 20%) หากมีการตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการตัด Supply แร่ที่ใช้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยี ราคาจะพุ่งสูงทันที

👉🏻 ให้เตรียมตัว "ซื้อกองทุนแร่หายาก" หลังจากที่สงครามอิหร่านเริ่มเห็นปลายทาง เพราะนี่คือสินทรัพย์ที่จะวิ่งแซงหน้าทุกอย่างในยุคถัดไป

มุมมองการลงทุนสไตล์ เซียนมี่

เซียนมี่กล่าวว่า สงครามในปัจจุบันไม่ใช่การทำศึกผลาญทรัพยากรที่ยืดเยื้อเหมือนในอดีต แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง "เราไม่เคยเห็นความแม่นยำระดับนี้มาก่อน การบุกวันแรกสามารถกวาดล้างผู้นำระดับสูงได้ทันที นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าศักยภาพของ AI ได้เข้ามาสร้างความแตกต่างในสมรภูมิรบอย่างแท้จริง"

กลุ่มไหนร่วง กลุ่มไหนรุ่ง?

- กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง (Underweight)

ท่องเที่ยวระยะไกลและสายการบิน เผชิญแรงกดดันแบบ Double Impact จากอุปสงค์การเดินทางที่ลดลง และต้นทุนพลังงาน (ราคาน้ำมัน) ที่อาจพุ่งสูงขึ้น รวมถึงบริษัทที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังตะวันออกกลางในระดับสูง

- กลุ่มที่ผันผวนระยะสั้น (Neutral)

กลุ่มโรงพยาบาล อาจได้รับผลกระทบชั่วคราวราว 1-2 ไตรมาส จากการชะลอตัวของผู้ป่วยต่างชาติ (Fly-in Patients) แต่ระยะกลาง-ยาวมีแนวโน้มฟื้นตัวแกร่ง

- กลุ่มที่ได้เปรียบ (Overweight)

หุ้นที่เน้นการเติบโตในประเทศ (Domestic Play) และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (Mid-Small Caps) ที่ราคายัง Laggard ในสภาวะที่ทั่วโลกมีความเสี่ยง ประเทศไทยจะทวีความน่าสนใจในฐานะ "Safe Haven" ดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) ที่ต้องการที่พำนักปลอดภัย ซึ่งจะกลายเป็น Mega Trend ย่อยๆ ที่ช่วยผลักดันดีมานด์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับบน การบริโภค และบริการสุขภาพ

กฎเหล็ก: การจัดสรรเงินทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Capital Allocation)

- ถือเงินสดและแบ่งไม้ซื้อ (DCA in Tranches)

เนื่องจาก Valuation ของหุ้นโลกหลายตลาดยังอยู่ในโซนสูง ควรใช้กลยุทธ์ "ใจเย็นและทยอยสะสม" หากมีงบ 100 บาท อาจแบ่งซื้อไม้ละ 5 บาท (20 ไม้) โดยเลือกลงทุนเฉพาะในวันที่มีแรงเทขายจนเกิด Panic Sell

- สลับตัวเล่น (Switching)

หากพอร์ตลงทุนเต็ม (Fully Invested) ควรพิจารณาปรับพอร์ต โดยโยกเงินจากหุ้นที่ได้รับผลกระทบหนักหรือมี Upside จำกัด ไปยังหุ้นที่พื้นฐานทนทานต่อสงครามและมี Upside มากกว่า

- มองวิกฤตเป็นโอกาสสะสมหุ้นไทย

จังหวะที่ดัชนีปรับฐานถือเป็นโอกาสดีในการเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภาครัฐสามารถเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้า ปีหน้าเราอาจเห็น Valuation ของตลาดหุ้นไทย (เช่น ค่า P/E) ปรับตัวขึ้นไปอยู่ในจุดที่น่าสนใจอย่างมาก

จุดที่ "เห็นตรงกัน" vs "เห็นต่างกัน"

การเปรียบเทียบระหว่างสองสำนักเผยให้เห็นจุดร่วมของการเอาตัวรอด และจุดต่างเชิงกลยุทธ์:

ราคาน้ำมัน

🟣 InnovestX มองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อต้นทุนและเป้าหมายดัชนี

🟢 Pi Securities มองเป็นตัวจุดระเบิดเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้เกิน 3%
เซียนมี่ หากการปิดช่องแคบพาดพิงยาวเกินหนึ่งเดือน ราคาน้ำมันอาจจะพุ่งจนเอาไม่อยู่

ทองคำ

🟣 InnovestX เป็น Safe Haven เพื่อพักเงินระยะสั้น

🟢 Pi Securities เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในทุกวิกฤต

🧑🏻‍🏫 เซียนมี่ ราคาวิ่งรับ Panic Sell จากสินทรัพย์เสี่ยงแน่นอน

ตลาดหุ้น

🟣 InnovestX เน้นหุ้นไทยกลุ่ม Defensive ที่มี Pricing Power

🟢 Pi Securities เน้นลดพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ แล้วโยกเงินเข้าตลาดเกิดใหม่ (EM)

🧑🏻‍🏫 เซียนมี่ ระยะยาว ตลาดหุ้นไทยจะมีความโดดเด่นในแง่ของ "เสถียรภาพ" เพราะประเทศไทยไม่มีความขัดแย้งรุนแรงกับใคร

ปัจจัยเสี่ยง

🟣 InnovestX การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจชะงัก

🟢 Pi Securities หนี้สาธารณะที่กู่ไม่กลับและการขาดแคลนแร่หายาก

🧑🏻‍🏫 เซียนมี่ หากการปิดช่องแคบพาดพิงยาวเกินหนึ่งเดือน ราคาน้ำมันอาจจะพุ่งจนเอาไม่อยู่

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับการให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save