ไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้รัฐจ่าย 60% คุณจ่าย 40% เจาะหุ้นไทย 4 กลุ่มเด่นที่ได้อานิสงจากมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ

ไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้รัฐจ่าย 60% คุณจ่าย 40% เจาะหุ้นไทย 4 กลุ่มเด่นที่ได้อานิสงจากมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

30 April 2026

ครม. ไฟเขียว“ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมแจกเงิน 4,000 บาท ให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคน เปิดลงทะเบียนแย่งสิทธิ์ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยผู้มีรายได้ทั้งในระบบภาษีและนอกระบบจะได้รับสิทธิ์เท่ากัน ภายใต้สัดส่วนร่วมจ่าย 60:40 มาตรการนี้คาดว่าจะสามารถทั้งค่าครองชีพและเศรษฐกิจฐานรากได้มากกว่า 30 ล้านคน

ก่อนจะไปถึงหุ้น ขอให้เข้าใจตัวโครงการก่อน เพราะความแตกต่างจากคนละครึ่งรุ่นก่อนนั้นมีนัยสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด

โครงการนี้ใหญ่แค่ไหน?

รัฐบาลเตรียมปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายใหม่เป็น 60:40 คือรัฐออกให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% จากเดิมที่เคยใช้สูตรคนละครึ่ง 50:50 ฟังดูเล็กน้อย แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ มันหมายความว่าแรงกระตุ้นการใช้จ่ายจะสูงขึ้นเพราะคนรู้สึกว่าได้ "ส่วนลด" มากขึ้น

โครงการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน กลุ่มแรกคือประชาชนทั่วไปมากกว่า 20 ล้านคน ได้รับสิทธิคนละ 4,000 บาท ทยอยเดือนละ 1,000 บาทนาน 4 เดือน โดยต้องร่วมจ่ายในสัดส่วน 40% กลุ่มที่สองคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 14 ล้านคน รัฐบาลตั้งใจช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยมีเพียงกลุ่มเปราะบางคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ต้องจ่ายสมทบ สามารถใช้เงินที่รัฐให้ได้เต็ม 100%

รวมแล้วทั้งสองกลุ่มมีคนได้รับประโยชน์เกือบ 34 ล้านคน และแหล่งเงินจะมาจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 วงเงินประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท

ไทม์ไลน์ที่ชัดเจนคือ เปิดลงทะเบียนภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

โบรก 3 เจ้ามองตรงกันตรงไหน?

บล.เอเซีย พลัส, บล.ดาโอ และบล.กสิกรไทย ต่างออกบทวิเคราะห์ในช่วงเมษายน 2569 และทั้งสามมีจุดที่เห็นพ้องกันชัดเจนในกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์

กลุ่มที่ 1 — ค้าปลีก (ได้ประโยชน์ตรงที่สุด)

บล.ดาโอประเมินว่ากลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศและร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ Traditional Trade จะได้รับอานิสงส์สูงสุด โดย BJC โดดเด่นที่สุดเพราะร้านค้าปลีกรายย่อยซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการมักมาซื้อสินค้าจากที่นี่ ส่วน CPAXT ได้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันจากการขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

เหตุผลที่ทั้งสามโบรกโฟกัสที่กลุ่มนี้คือ โครงการคนละครึ่งในอดีตมีเงื่อนไขว่าร้านค้านิติบุคคลขนาดใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมโดยตรง แต่ผลพลอยได้ตกอยู่ที่ซัพพลายเออร์สินค้า และห้างค้าส่งที่โชห่วยมาซื้อของไปขายต่อ CPALL, BJC และ CPAXT จึงได้ประโยชน์ผ่านกลไกนี้

กลุ่มที่ 2 — อาหารและเครื่องดื่ม (F&B)

หุ้นอย่าง CBG, OSP, SNNP และ ICHI ได้ประโยชน์จากการที่ประชาชนมีเงินในมือมากขึ้นและมักนำไปใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคหมุนเวียนเร็ว (FMCG) กลุ่มนี้ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่มาตรการมีผล

กลุ่มที่ 3 — การเงิน (ได้ประโยชน์ทางอ้อม)

MTC และ TIDLOR ถูกกล่าวถึงในมุมที่น่าสนใจ เพราะเมื่อประชาชนมีกำลังซื้อดีขึ้น ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มฐานรากลดลง และโอกาสขยายสินเชื่อใหม่ก็เปิดกว้างมากขึ้น

กลุ่มที่ 4 — ดิจิทัลและเทคโนโลยี

กลุ่มนี้น่าสนใจในแง่ที่แตกต่างออกไป หุ้นอย่าง BE8 และ BBIK อาจได้รับอานิสงส์จากการที่รัฐต้องพัฒนาระบบหลังบ้านหรืออัพเกรดแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ถึง 20-30 ล้านคนอย่างเสถียร ซึ่งต้องใช้โครงสร้าง IT ขั้นสูง

ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรู้ ก่อนตัดสินใจ

ความระมัดระวังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมาตรการนี้ยังมีความไม่แน่นอนในหลายมิติ

ประการแรกคือความเสี่ยงด้านงบประมาณ รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ครั้งใหญ่ จากข้อจำกัดสำคัญเรื่องงบประมาณและเพดานการก่อหนี้สาธารณะ โดยเพดานกู้เงินเหลืออีกเพียง 7 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาระรายจ่ายก้อนโต กล่าวอย่างตรงไปตรงมาคือ ตัวเลข 8-10 หมื่นล้านที่พูดถึงยังไม่ได้รับการอนุมัติเป็นทางการ และต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก่อน

ประการที่สองคือปัญหาเฉพาะตัวของบางหุ้น เช่น CPALL และ CPAXT มีประเด็นเฉพาะที่นักลงทุนต้องติดตามแยกต่างหาก กรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียของ CPALL มีมติไม่เห็นด้วยกับแผนโอน 3 บริษัทย่อยเข้าสู่กลุ่ม Virtual Bank ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่การประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าหากดีลดังกล่าวผ่าน กำไรของ CPALL ในระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบ 20-25% ดังนั้นหุ้นสองตัวนี้จึงมี "noise" ของตัวเองที่ต้องแยกออกจากประโยชน์จากมาตรการของรัฐ

ประการที่สามคือลักษณะของมาตรการที่เป็นแบบชั่วคราว โครงการคนละครึ่งเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการเพิ่มผลิตภาพและรายได้ที่ยั่งยืน การบริโภคภาคเอกชนอาจกลับมาอ่อนแรงหลังสิ้นสุดโครงการ ตลาดหุ้นมักปรับราคาล่วงหน้า "ซื้อข่าว ขายข้อเท็จจริง" จึงเป็นรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

มุมมองสำหรับนักลงทุนในปัจจุบัน

ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยหลายแห่งชี้ให้เห็นว่านี่คือ "เม็ดเงินจริง" ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในไม่ช้า และตลาดหุ้นมักตอบสนองต่อข่าวก่อนที่เม็ดเงินจะเข้าจริง อย่างไรก็ตาม ความชาญฉลาดในการลงทุนคือการแยกแยะว่าหุ้นใดได้ประโยชน์จาก "พื้นฐาน" จริงๆ และหุ้นใดแค่ขึ้นตาม "กระแสข่าว" แล้วจะสูญเสียโมเมนตัมหลังมาตรการสิ้นสุด

กลุ่มที่ consensus ของโบรกเกอร์มองว่าได้ประโยชน์แบบยาวและตรงที่สุดยังคงเป็น Traditional Trade Supply Chain คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายผ่านร้านโชห่วยและร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่ง BJC, CPAXT และ CPALL อยู่ใน position นี้

แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อเนื่องคือ การประชุม ครม. เศรษฐกิจในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ ที่จะเป็นจุดยืนยันตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจน รวมถึงผลโหวตของผู้ถือหุ้น CPALL ในวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาหุ้นตัวนี้ในระยะสั้น

สรุป

"ไทยช่วยไทยพลัส" ไม่ใช่แค่มาตรการแจกเงินประชาชน แต่คือสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังใช้กระสุนก้อนสำคัญเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงเปราะบาง เม็ดเงินเกือบแสนล้านที่กำลังจะหมุนในระบบตั้งแต่มิถุนายนนี้ ย่อมสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในตลาดหุ้นพร้อมกัน โอกาสอยู่ที่กลุ่มค้าปลีกและอาหารที่รับเงินโดยตรง ความเสี่ยงอยู่ที่ความไม่แน่นอนของแหล่งเงิน และลักษณะชั่วคราวของมาตรการที่จะสิ้นสุดในกันยายน 2569

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการวิเคราะห์และให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงด้วยตนเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save