
ถ้า “ไม่มีลูก” เราจะคิดอะไร ตอนอายุ 60 ปี 4 เรื่องที่ต้องวางแผนสู่ “ชีวิตเกษียณ” ไร้ลูกหลานแบบมั่นคง
เรื่องนี้ The Money Trends ไปเจอมาเป็นเรื่องของคุณ ซูมิโกะ ตัน หัวหน้าคอลัมนิสต์และบรรณาธิการอาวุโสฝ่ายสิ่งพิมพ์ของ The Straits Times (สื่อของสิงคโปร์) เลยอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนได้ขบคิดกัน สำหรับใครหลายคนที่วางแผนจะ “ไม่มีลูก”
ในช่วงหลายปีมานี้เทรนด์ DINK (Double Income, No Kids - คู่รักแต่งงานกันแต่ไม่ต้องการมีลูก) และ PANK (Professional Aunt, No Kids - สาวที่ครองตัวเป็นโสดและอยากเลี้ยงแค่หลาน) กำลังเป็นแนวทางใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ คนกลุ่มนี้เลือกที่จะไม่มีลูก เพื่อโฟกัสที่ตัวเองและการสร้างความมั่นคงทางการเงิน คุณซูมิโกะเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอแต่งงานตอนอายุ 46 ปี และไม่เคยคิดอยากมีลูก เพราะตระหนักถึงค่าใช้จ่ายและภาระที่มาพร้อมกับการเป็นพ่อแม่
จนเวลาล่วงเลยมาวันนี้เธออยู่ในวัยเกษียณ 61 ปี เธอยังรู้สึกเหมือนเดิมว่าตัวเธอเองไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ไม่มีลูก — หรือจะเรียกว่า “การเลือกไม่มีลูก” เธอเลือกใช้คำนี้เพราะว่าเธอ “เลือก” จะไม่มีลูก ไม่ใช่ “อยากมี” แต่ทำไม่ได้
เธอเล่าว่าในช่วงชีวิตหนึ่งเธอสามารถใช้เงินได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการกันเงินไว้สำหรับค่าทริปวันหยุดของลูก คอร์สเรียนพิเศษ หรือค่าเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัย หรือเจ็บปวดจากความขัดแย้ง การห่างเหิน หรือความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
แต่ว่า…
เมื่อเธออายุมากขึ้น เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
การตัดสินใจ “ไม่มีลูก” ของเธอ จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองหรือไม่?
และนี่คือ 4 ด้านที่เธอต้องวางแผน เพื่อตอบคำถามตัวเองว่า “ฉันจะดูแลตัวเองยังไงเมื่อแก่?”
สังคมที่สิงคโปร์ก็คล้าย ๆ กับเมืองไทย กล่าวคือเมื่อพ่อแม่แก่ตัวลงลูก ๆ ก็จะถูกคาดหวังว่าต้องเข้าไปช่วยเหลือดูแล แต่ในบางครอบครัวลูก ๆ ก็ทอดทิ้งพ่อแม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ต่อให้จะมีหรือไม่มีลูก การที่ผู้ใหญ่ในวันนี้จะคาดหวังให้ลูกหลานที่มีอยู่ต้องกลับมาเลี้ยงดูจึงเป็นภาระทางความคาดหวังเรื่องหนึ่ง
ทว่าซูมิโกะเองไม่ต้องคิดเรื่องนั้น เมื่อเธอไม่ได้มีลูก ดังนั้น ระบบสนับสนุนจากลูกที่มีอยู่ในครอบครัวจึงไม่สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน และนี่ชีวิต 4 ด้านในวัยเกษียณที่เธอต้องจัดการ
1. การเงิน - โดยเฉพาะประกันสุขภาพ
ซูมิโกะได้ยกคำกล่าวของ ลอร์นา แทน หัวหน้าฝ่ายให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินของ DBS Bank ขึ้นมาลอร์นา บอกกับเธอว่า คนที่ไม่มีลูกมักจะหลงคิดว่าตัวเองมีความมั่นคงทางการเงินและมีเวลาเหลือเฟือในการวางแผนเกษียณ และเลือกที่จะให้รางวัลตัวเองด้วยการนวด อาหารมื้อหรู ทริปสุดหรู และบริการเสริมสวยให้สัตว์เลี้ยง จนลืมไปว่า ต้องวางแผนการเงินให้ดี โดยเฉพาะ เรื่องค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาวอย่างรอบคอบ
เนื่องจากพวกเขาจะไม่มีลูกให้พึ่งพา จึงควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัยแบบผู้สูงอายุ หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ
แต่ดังที่พี่ก้อย วิวรรณเคยกล่าวไว้ “การวางแผนการเงินไม่มีคำว่าสาย”
ซูมิโกะเองก็เพิ่งได้ตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองใหม่ และเริ่มตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และกำหนดแนวทางการใช้เงิน การออม และการลงทุนที่รอบคอบขึ้น โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ฉันมีเงินใช้ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เรื่องการวางแผนการเงินยังไม่สาย แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้สึกเสียดายก็คือ “เธอมีเพียงประกันสุขภาพและประกันการดูแลระยะยาวขั้นพื้นฐาน” เธอรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ประกันโรคร้ายแรง ที่จะจ่ายเงินก้อนเมื่อตรวจพบโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมอง ประกันความทุพพลภาพสำหรับการดูแลระยะยาว และประกันรายได้หลังเกษียณ
เธอบอกว่าประกันเหล่านี้จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ต้องจ่ายเอง ทดแทนรายได้ที่ขาดหาย และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม เพราะค่าเบี้ยประกันโรคร้ายแรงจะแพงขึ้นอย่างมากเมื่ออายุเกิน 60 ปี และบางบริษัทกำหนดให้ 60 เป็นอายุสูงสุดในการทำประกัน
2. ที่อยู่อาศัย - เมื่ออายุมากขึ้นพื้นที่ที่ต้องการก็เล็กลง
ซูมิโกะได้แต่หวังว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตในบ้านที่อยู่ตอนนี้ได้จนแก่เฒ่า แต่เธอก็เตรียมใจไว้แล้วว่า วันหนึ่งอาจจำเป็นต้อง “ปรับขนาด” ไปอยู่ในพื้นที่ที่เล็กลง ซึ่งดูแลง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า หรืออาจจะต้องย้ายไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุหรือบ้านพักคนชราถ้าเกิดว่าต่อไปนี้การจ้างแค่ให้แม่บ้านมาช่วยทำความสะอาดไม่เพียง
ซึ่งสิ่งที่เธอพยายามจะไม่คิดถึงคือราคาการเข้าอยู่ในบ้านพักคนชราเอกชนอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 7,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน และหากเป็นสถานดูแลระดับพรีเมียมที่มีห้องพักส่วนตัว ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 10,000 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้น และนี่ยังไม่รวมค่าดูแลเพิ่มเติม เช่น ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์และกายภาพบำบัดอีก
3. การวางแผนมรดก
ซูมิโกะบอกว่าเธอเพิ่งรู้ว่าต่อให้ไม่มีลูก เธอก็ยังต้องคิดวางแผนมรดกและเขียนเป็นเป็นลายลักษณ์อักษรเรื่องของการกำหนดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สินของเธอเมื่อเธอเสียชีวิตหรือตอนที่เธอตัดสินใจเองไม่ได้
เธอได้คุยกับเรื่องนี้กับทนายความด้านครอบครัวและการหย่าร้าง ทนายบอกกับเธอว่า “ควรเริ่มพิจารณาการจัดทำหนังสือมอบอำนาจแบบต่อเนื่อง (Lasting Power of Attorney – LPA) คำสั่งทางการแพทย์ล่วงหน้า (Advanced Medical Directive – AMD) และพินัยกรรมเพื่อกำหนดการแบ่งสรรทรัพย์สินหลังจากเสียชีวิต”
ทนายบอกกับเธอว่าเรื่องเหล่านี้ต่อให้มีหรือไม่มีลูกก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องจัดการเรื่อง พวกเขาก็ควรทำ เพราะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน
Lasting Power of Attorney (LPA) คือการแต่งตั้งคนที่ไว้ใจให้ดูแลทรัพย์สินและการตัดสินใจด้านสุขภาพหากไม่สามารถทำเองได้ ถ้าคุณไม่ทำ คนในครอบครัวหรือเพื่อนอาจจะต้องยื่นต่อศาลและนั่นจะใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคุณทำเอง
Advanced Medical Directive (AMD) คือเอกสารทางกฎหมายที่ช่วยให้แพทย์ทราบว่าคุณต้องการปฏิเสธการรักษาบางประเภทที่ช่วยยื้อชีวิต ในกรณีที่คุณป่วยระยะสุดท้าย
พินัยกรรม กำหนดการแบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาหลังจากเสียชีวิต หากไม่มีพินัยกรรม กฎหมายว่าด้วยการแบ่งมรดกจะถูกนำมาใช้ ซึ่งมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินให้กับสมาชิกในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่หรือบริจาคให้สาธารณะ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคุณ
นอกจากการเตรียมเอกสารพินัยกรรมต่างๆ แล้ว เราอยากแนะนำแนวคิด Die with Zero เผื่อคุณอยากปรับแผนการเงินของตัวเองให้คุ้มค่าที่สุด
แนวคิดนี้ชวนให้ตั้งเป้าหมายว่า ในวันสุดท้ายของชีวิต เงินที่เหลือควรใกล้ศูนย์มากที่สุด เพราะเงินที่เราหามาตลอดชีวิตมีค่าแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใช้มันเติมเต็มประสบการณ์ให้ตัวเองมากน้อยเพียงใด หลายคนมักออมเงินมากเกินไปจนพลาดช่วงเวลาที่ควรใช้มันไปสร้างความทรงจำที่มีค่า
อย่าลืมว่า “ความทรงจำ” คือสินทรัพย์ล้ำค่าในยามเกษียณ เมื่อวันหนึ่งร่างกายอาจไม่พร้อมสำหรับการออกไปใช้เงินแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือเรื่องราวและประสบการณ์ที่เคยทำให้เรามีความสุข ภูมิใจ หรือแม้แต่หวานปนขม ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบในแบบของตัวเอง
4. การสนับสนุนทางสังคม
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอย่าลืมรักษาเพื่อนไว้เสมอ คุณซูมิโกะ ได้ยกคำกล่าวของ คุณตัน จาก Care Corner ขึ้นมาเล่าไว้ว่า ที่สถานดูแลคนชราของเขา สิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นก็คือคนโสดและคู่รักที่ไม่มีบุตรมักมีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเหงาและส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ที่อาจมาจากคุ้นชินกับการอยู่ตามลำพัง สูญเสียความสนใจในกิจกรรมทางสังคม และค่อย ๆ ห่างเหินจากชุมชน
ดังนั้น อีกสิ่งที่เธอคิดว่าสำคัญในช่วงวัยนี้ก็คือการรักษามิตรภาพ ขยายเครือข่ายสังคม และไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากญาติหรือเพื่อน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ที่มีความหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ครอบครัวใกล้ชิดเท่านั้น
คุณตันยังบอกกับซูมิโกะอีกว่า "ข้อดีของผู้สูงอายุที่มีเครือข่ายสังคมที่แข็งแกร่งมักมีความสามารถในการฟื้นตัวและความเป็นอิสระที่ดีกว่า ไม่ว่าพวกเขาจะมีบุตรหรือไม่ก็ตาม"
สรุป
จากเรื่องของคุณซูมิโกะ เราจะเห็นว่า การไม่มีลูกไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุณวางแผนชีวิตให้ดี เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้ชีวิตอย่างดี ไม่ว่าคุณจะมีลูกหรือไม่ ก็คือการวางแผนที่รอบคอบเพื่อให้ตัวเองมีความสุขและเตรียมพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างไม่โดดเดี่ยว
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแล...
มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต? ใ...

“สิ่งที่มันไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อม” บทเรียนการเงินจากชายผู้ท...
ถ้าอยากเกษียณตั้งแต่ยังอายุน้อยเหมือนอย่าง อเล็กซ์ ไตรแอส (Alex Trias) การวางแผนการเงิ...

“พ่อต่างหากที่มีเงิน! ลูกไม่มีเงิน!” บทเรียนก...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เบน แอฟเฟล็ก นักแสดงวัย 52 ปี ได้พาลูกชายอายุ 13 ปี ซามูเอล แอฟเฟ...

“อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว” 10 ข้อที...
ใคร ๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
