คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแลคนข้างหลัง”

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแลคนข้างหลัง”

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

31 October 2026

มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต?

ในเมื่อเงินที่มี ก็น่าจะเพียงพอให้ลูกหลานใช้ชีวิตต่อไปได้แล้ว

คำตอบหนึ่งคือ “มีทรัพย์สินมาก” ไม่ได้แปลว่า “มีเงินสดพร้อมใช้”

ลองนึกภาพครอบครัวที่มีทรัพย์สิน 100 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่อยู่ในโรงงาน ที่ดิน และบ้าน เมื่อคนที่ดูแลทุกอย่างจากไป ครอบครัวยังมีค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้ และมีธุรกิจที่ต้องเดินต่อ

จะขายที่ดินก็ต้องรอผู้ซื้อ จะขายกิจการก็อาจไม่ได้ราคาที่ต้องการ

ประกันชีวิตจึงมีบทบาทมากกว่าการทิ้งเงินไว้ให้คนข้างหลัง เพราะสามารถเป็นเครื่องมือเตรียมสภาพคล่อง วางแผนส่งต่อทรัพย์สิน รวมถึงเตรียมเงินสำหรับชีวิตของผู้ทำประกันเองด้วย ซึ่งสมาคมนักวางแผนการเงินไทยอธิบายว่า เงินประกันสามารถช่วยรองรับค่าใช้จ่ายและลดความจำเป็นในการเร่งขายทรัพย์สินระหว่างการส่งต่อมรดกได้

แน่นอนว่า คนรวยไม่ได้ใช้ประกันเหมือนกันทุกคน และประกันแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่ต่างกัน

ลองมาดูประกันชีวิตพื้นฐาน 4 แบบ ผ่านคำถามว่า “เราต้องการให้เงินก้อนนี้ทำหน้าที่อะไร?”

1. ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เตรียมเงินสดสำหรับวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สิน

หลายคนรู้จักประกันตลอดชีพในฐานะ “เงินตาย” เอาไว้จัดงานศพ หรือช่วยครอบครัวตั้งหลักหลังสูญเสียคนสำคัญ

แต่บทบาทของมันไปได้ไกลกว่านั้น โดยเฉพาะการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง

ประกันประเภทนี้คุ้มครองชีวิตระยะยาวจนถึงอายุที่กรมธรรม์กำหนด เช่น 90 หรือ 99 ปี จึงเหมาะกับภาระที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไร ต่างจากภาระที่มีวันสิ้นสุดชัดเจน และเป็นแบบที่นิยมใช้วางแผนมรดก

สมมติครอบครัวหนึ่งมีลูกสองคน คนโตอยากรับช่วงกิจการ ส่วนคนเล็กอยากทำอาชีพอื่น

พ่อแม่อาจวางแผนให้คนโตได้รับกิจการ และจัดเตรียมเงินประกันชีวิตให้คนเล็ก เพื่อช่วยให้การแบ่งทรัพย์สินใกล้เคียงกับความตั้งใจ โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งหุ้นให้ทุกคนเข้ามาบริหารร่วมกัน

นี่เป็นตัวอย่างของการใช้เงินสดช่วยจัดสรรทรัพย์สินที่ “แบ่งเป็นชิ้น ๆ ยาก” แต่ต้องทบทวนมูลค่ากิจการและจำนวนเงินประกันเป็นระยะ เพราะมูลค่าทั้งสองส่วนอาจเปลี่ยนไปไม่เท่ากัน

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ แม้เราจะเรียกกันว่า “ใช้ประกันสร้างมรดก” แต่โดยหลัก เงินสินไหมกรณีเสียชีวิตที่จ่ายให้ผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้ ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย และไม่เสียภาษีการรับมรดก อย่างไรก็ตาม การไม่ระบุผู้รับประโยชน์ หรือผู้รับประโยชน์เสียชีวิตก่อนโดยไม่ได้ปรับข้อมูล อาจทำให้ผลทางกฎหมายแตกต่างออกไป จึงควรตรวจรายชื่อให้เป็นปัจจุบันเสมอ

2. ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา คุ้มครองภาระที่มี “วันหมดอายุ”

บางความกังวลไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต
หนี้บ้านอาจเหลืออีก 20 ปี ลูกอาจต้องพึ่งรายได้เราอีก 15 ปี หรือธุรกิจอาจมีหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงขยายกิจการ

ประกันแบบชั่วระยะเวลาจึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ โดยจ่ายเงินเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในช่วงที่คุ้มครอง และแบบพื้นฐานจะไม่มีเงินคืนหากอยู่จนครบสัญญา จุดเด่นคือ โดยทั่วไปใช้เบี้ยต่ำกว่าแบบอื่นเมื่อเทียบความคุ้มครองชีวิตเท่ากัน

ตัวอย่างเช่น เจ้าของกิจการคนหนึ่งมีภาระหนี้และค่าเล่าเรียนลูกที่ต้องดูแลในอีก 15 ปีข้างหน้า เขาอาจเลือกความคุ้มครองให้สอดคล้องกับช่วงเวลานั้น เพื่อให้ครอบครัวมีเงินจัดการภาระ หากรายได้ของเขาหายไปก่อนเวลา

สิ่งที่ซื้อจึงเป็นการรองรับความเสียหายทางการเงินในช่วงที่ครอบครัวยังรับไม่ไหว

การไม่มีเงินคืนเมื่อครบสัญญา ไม่ได้แปลว่าประกันไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับการจ่ายประกันรถแล้วไม่เกิดอุบัติเหตุ เราได้รับความคุ้มครองตลอดช่วงเวลาที่จ่ายเงินไปแล้ว

สำหรับคนที่มีทรัพย์สินอยู่ในธุรกิจ วิธีนี้อาจช่วยลดแรงกดดันที่ครอบครัวต้องถอนเงินออกจากกิจการ หรือรีบขายทรัพย์สินเพื่อจัดการภาระเฉพาะหน้า

3. ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กันเงินไว้ให้เป้าหมายที่ไม่อยากพลาด

คนที่ลงทุนเก่ง ก็ไม่ได้จำเป็นต้องนำเงินทุกบาทไปเสี่ยงเท่ากัน

เงินบางก้อนอาจมีหน้าที่เติบโต แต่บางก้อนมีหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับวันที่ต้องใช้ เช่น เงินก้อนในอีก 15 ปี หรือเงินสำหรับแผนชีวิตที่กำหนดเวลาไว้แล้ว

ประกันสะสมทรัพย์ผสมการออมกับความคุ้มครองชีวิต โดยมีผลประโยชน์เมื่ออยู่ครบสัญญา และบางแบบมีเงินคืนระหว่างทาง จึงเหมาะกับการออมตามระยะเวลาที่กำหนด มากกว่าการพักเงินเพื่อรอใช้ฉุกเฉิน

ในมุมของคนมีทรัพย์สิน นี่อาจเป็นวิธีกันเงินส่วนหนึ่งออกจากเงินหมุนเวียนธุรกิจหรือพอร์ตลงทุน เพื่อให้เป้าหมายสำคัญมีแหล่งเงินของตัวเอง

แต่ก่อนซื้อ ต้องอ่านตัวเลขให้เข้าใจ

คำว่า “รับเงินคืน 5%” ต้องดูว่าเป็น 5% ของอะไร หากคิดจากทุนประกัน ก็ไม่ใช่ผลตอบแทน 5% ต่อปีของเบี้ยที่จ่าย

ควรพิจารณาเบี้ยทั้งหมด จังหวะจ่ายเงิน ผลประโยชน์ที่รับประกัน และผลตอบแทนต่อปีจากกระแสเงินสดจริงหรือ IRR พร้อมแยกเงินปันผลที่ไม่รับประกันออกจากส่วนที่รับประกันด้วย

ที่สำคัญ หากยกเลิกก่อนครบสัญญา เงินเวนคืนอาจน้อยกว่าเบี้ยสะสมที่จ่ายไป จึงต้องเลือกภาระเบี้ยที่จ่ายต่อเนื่องไหว

4. ประกันบำนาญ เตรียมรายได้ให้ตัวเอง ในวันที่อยากหยุดทำงาน

มีทรัพย์สินมากตอนอายุ 60 ปี ไม่ได้ตอบทันทีว่า เราจะมีเงินใช้สม่ำเสมอไปอีกกี่ปี

โดยเฉพาะเมื่อรายได้หลักผูกกับกิจการ ค่าเช่า หรือเงินปันผล ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้

ประกันบำนาญจึงมีหน้าที่เตรียมเงินรับเป็นงวดหลังถึงอายุที่กำหนด ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เพื่อช่วยรองรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ต้องดูทั้งอายุเริ่มรับเงินและอายุสิ้นสุดการจ่าย เพราะแต่ละแบบไม่ได้จ่ายตลอดชีวิตเสมอไป

ลองสมมติว่า หลังเกษียณเราต้องการใช้เดือนละ 40,000 บาท และมีรายได้ประจำจากแหล่งอื่นแล้ว 15,000 บาท ส่วนต่างอีก 25,000 บาทคือโจทย์ที่ต้องเตรียมเพิ่ม

ประกันบำนาญอาจช่วยรองรับบางส่วน แล้วใช้เงินออมและการลงทุนเติมส่วนที่เหลือ

สำหรับเจ้าของธุรกิจ การมีรายได้เกษียณของตัวเองยังช่วยให้วางแผนส่งต่อกิจการได้ชัดขึ้น เพราะไม่ต้องคาดหวังว่าลูกจะต้องนำเงินจากบริษัทมาเลี้ยงดูเราเพียงทางเดียว

อย่างไรก็ตาม เงินบำนาญจำนวนคงที่อาจซื้อของได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป จึงต้องคิดเรื่องเงินเฟ้อและเตรียมสินทรัพย์ส่วนอื่นประกอบด้วย

ก่อนซื้อประกัน ลองตั้งชื่อให้เงินแต่ละก้อน

เงินก้อนไหนไว้จัดการหนี้ เงินก้อนไหนไว้ให้ลูก เงินก้อนไหนเก็บไว้ใช้เอง และเงินก้อนไหนต้องพร้อมในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

เมื่อเห็นหน้าที่ของเงินชัดขึ้น การเลือกประกันก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย

ตลอดชีพช่วยรองรับการส่งต่อระยะยาว ชั่วระยะเวลาช่วยคุ้มครองภาระตามช่วงชีวิต สะสมทรัพย์ช่วยเตรียมเงินตามกำหนด และบำนาญช่วยเตรียมรายได้หลังเกษียณ

เราไม่จำเป็นต้องมีครบทุกแบบ และควรพิจารณาทั้งทรัพย์สินเดิม ภาระครอบครัว และความสามารถในการจ่ายเบี้ย

เพราะความมั่งคั่งที่วางแผนดี ต้องตอบได้ทั้งว่า เงินจะเติบโตอย่างไร เราจะมีใช้เมื่อไร และจะส่งต่อให้ใครได้ตามที่ตั้งใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save