
ปลดล็อกชีวิตที่มั่งคั่งด้วยการเลิกกังวลว่าจะตามคนอื่นไม่ทันสักที เข้าใจ “The Red Queen Effect” ที่บอกเราว่า “ถ้าเธอหยุดหนึ่งวัน เธอตกรถไฟนะ”
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก The Red Queen ตัวละครวรรณกรรม Alice in Wonderland (ตอน Through the Looking-Glass) ด้วยบุคลิกแบบคนหัวร้อนและโมโหอยู่ตลอดเวลา อาจจะไม่ใช่ตัวละครในดวงใจของใครสักเท่าไหร่นัก
แต่เชื่อมีฉากหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตของเราไม่น้อย
ในการแข่งขันของ “ราชินีแดง” (Red Queen’s race) เป็นฉากหนึ่งในนิยาย ราชินีแดงและอลิซต้องวิ่งอย่างไม่หยุดหย่อน แต่กลับพบว่าตัวเองยังยืนอยู่ที่เดิม
“เอ่อ… ในประเทศของพวกเรา” อลิซพูดพลางหอบเล็กน้อย
“ถ้าวิ่งเร็วมากเป็นเวลานานอย่างที่เราทำกันอยู่ตอนนี้ ก็จะไปถึงที่อื่นได้สักที่หนึ่ง”
“ประเทศเนิบช้าน่าดู!” ราชินีตอบ “ที่นี่เธอต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้…เพื่อที่จะอยู่ที่เดิม ถ้าอยากไปที่อื่น เธอต้องวิ่งให้เร็วกว่าเดิมอย่างน้อยสองเท่า!”
อ่านครั้งแรกอาจจะดูน่าขันดี แต่อ่านอีกรอบ...มันน่าคิดไม่น้อย
เกือบร้อยปีผ่านไป นักชีววิทยาชื่อ *Leigh Van Valen*
หยิบคำพูดนี้มาอธิบายกฎวิวัฒนาการใหม่ (1973) และเรียกมันว่า ‘The Red Queen Effect’
เขาอธิบายว่าสปีชีส์ต้อง “อัปเดตซอฟต์แวร์ตัวเอง” ตลอด เพราะนักล่าก็อัปเดตเหมือนกัน
หมายความว่า กวางวิ่งเร็วขึ้น → หมาป่าต้องวิ่งเร็วกว่า
วิ่งทั้งคู่ แต่ระยะห่างเท่าเดิม
ถ้าสังเกตดูแล้ว ชีวิตเราในปัจจุบันก็อาจจะไม่ต่างจากการแข่งขันของราชนีแดงสักเท่าไหร่นัก
ไม่ว่าเราจะวิ่งแข่งในชีวิตหนักแค่ไหน
จัดรูทีนตอนตื่นนอนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ทำ Timeboxing กับตารางชีวิตจนแทบบ้า
Pomodoro จับเวลาทำงานให้งานไหลลื่น
Cold Shower/Cold Bath แช่น้ำแข็ง
Life Hack จนไม่รู้จะ Hack อะไรแล้ว
เราก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนเลย
ยิ่งทำ ยิ่งเครียด ยิ่งไม่ทำเพิ่ม ยิ่งเครียดมากกว่าเดิม
แอน-ลอร์ เลอ กุนฟ์ (Anne-Laure Le Cunff) เป็นนักประสาทวิทยา อดีตผู้บริหารของ Google เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “Tiny Experiments” ของเธอว่าเหตุผลมันสิ่งที่เรียกว่า “Time Anxiety”
อธิบายง่ายๆ คือความรู้สึกกลัวหรือวิตกกังวลเกี่ยวกับเวลาที่ผ่านไป อาจเป็นความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเกินไป ไม่พอต่อการทำสิ่งต่างๆ ความกังวลเกี่ยวกับการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ รู้สึกว่าเราวิ่งตามคนอื่นไม่ทันแล้วในชีวิตนี้
(บางครั้งอาจมีอาการของความวิตกกังวลเช่นใจเต้นเร็ว, เหงื่อออก, หรือหายใจไม่ออกด้วย)
ผมเชื่อว่าหลายคนเป็น...ผมก็เคยเป็น
เหตุผลหลักๆ แอน-ลอร์ อธิบายว่ารากของมันมีสาเหตุมาจากการ ‘เปรียบเทียบในสังคม’ (Social Comparison) ที่เกิดขึ้น
นับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เปิดไถฟีด IG เห็นแต่คนไปเที่ยวสถานที่หรู ๆ -> ทำไมฉันไม่ได้ไปบ้าง
เลื่อนไปดู TikTok เห็นพ่อแม่ที่สร้างเตียงนอนให้ลูกด้วยสองมือ -> แค่สอนการบ้านลูกยังท้อเลย
นั่งอ่าน FB มีแต่ข่าวคนประสบความสำเร็จ สร้างธุรกิจใหม่ -> นี่สิ้นเดือนเงินกินข้าวเหลือน้อยเต็มที
เล่น LinkedIn มีแต่โปรไฟล์เทพๆ สตาร์ตอัประดมทุนกันเป็นว่าเล่น -> เรซูเม่เราทำไมมันโล่งจังวะ
และอีกมากมาย
สมัยการเปรียบเทียบแบบนี้มีอยู่บ้าง แต่คนที่เราเปรียบเทียบด้วยก็จะเป็นแค่คนรอบตัวที่เรารู้จัก แต่ตอนนี้โซเชียลมีเดียทำให้เราสามารถเปรียบเทียบกับ ‘คนทั้งโลก’ เลยทีเดียว
และ...เอาจริง ๆ มันเป็น ‘คนทั้งโลก’ ที่อัลกอริทึมเลือกมาแล้ว
เราจะไม่ค่อยเห็น (หรือแทบไม่เห็น) โพสต์ของคนธรรมดาทั่วไปหรอก
แต่คุณสามารถหลุดออกมาจากมันได้ครับ และขั้นตอนแรกคือตระหนักว่าเราเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่า “The Red Queen Effect” อยู่
และตรงนี้ ไม่ว่าคุณจะเล่นเกมไหนที่ต้องแข่งกับคนอื่น จะมีคนวิ่งนำหน้าในเกมนั้นเสมอ
การจะหลุดออกมาจากเกม เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่ในเกม
และเมื่อรู้แล้ว แอน-ลอร์ บอกว่าให้ลองตั้งคำถามว่า
“ชีวิตเราจะหน้าตาเป็นยังไง ‘ถ้า’ มันไม่ต้อง ‘รีบเร่ง’ อยู่ตลอดเวลา?”
คำถามนี้ที่จริงปลดล็อกชีวิตผมหลายอย่างมาก ทำให้ความกังวลหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ความสำเร็จของผมเมื่อก่อนคือ ความร่ำรวยแบบมีเงินซื้อได้ทุกอย่าง การมีชื่อเสียง การเป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคม ฯลฯ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปมาก
ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นไม่ดี แต่...มันไม่ใช่เป้าหมายหรือเกมที่ผมอยากจะเล่นอีกต่อไป
ความสำเร็จสำหรับผมตอนนี้คือ “ชีวิตที่มีความสุข”
ฟังดูกว้างและคลุมเครือ แต่อธิบายง่ายๆ คือชีวิตที่มีความสงบ ได้ทำงานที่รัก มีครอบครัวที่ดี สุขภาพที่แข็งแรง ได้กินของอร่อย ๆ บ้าง ได้เที่ยวบ้าง ได้อ่านหนังสือที่ดี มีเวลาว่างไปออกกำลังกาย ได้ดูแลพ่อแม่ เล่นกับน้องหมา เสาร์อาทิตย์ทำงานอดิเรก ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทายความสามารถ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือการได้นำเสนอเนื้อหาหรือความรู้ดี ๆ ให้คนรอบตัวมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
ความสำเร็จของผมไม่มีคำว่า ร่ำรวย ชื่อเสียง หรือหน้าตาในสังคมในนั้นอีกต่อไป
รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) เศรษฐีร้อยล้านที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเอง เจ้าของหนังสือขายดี “ผมจะสอนให้คุณรวย” (ติดหนังสือขายดีของ The New York Times ด้วย) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน เรียกสิ่งนี้ว่า ‘Rich Life’ หรือชีวิตที่มั่งคั่งในแบบของคุณเอง
“แล้วชีวิตที่ร่ำรวยจริง ๆ คืออะไรกันแน่? มันคือการใส่นาฬิกา Rolex และมีตู้โชว์เครื่องกระเบื้องหรือ? ไม่ใช่เลย!
ชีวิตที่ร่ำรวยคือชีวิตในอุดมคติของคุณ—ชีวิตที่คุณมองดูความสัมพันธ์ส่วนตัว การเงิน และวันธรรมดา ๆ ของคุณแล้วพูดว่า "ว้าว!"
นั่นอาจจะเป็น:
- การไปรับลูก ๆ จากโรงเรียนทุกวัน
- การซื้อเสื้อแคชเมียร์ราคา 1,000 ดอลลาร์
- การซื้อทุกอย่างที่คุณต้องการจาก Whole Foods โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา
- การพาครอบครัวไปเที่ยวดิสนีย์แบบสุดพิเศษที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
ชีวิตที่ร่ำรวยของคุณเป็นของคุณ ไม่ใช่ของพ่อแม่คุณ ไม่ใช่ของเพื่อนคุณ แม้แต่ของผมก็ไม่ใช่ มันเป็นของคุณ
มันคือชีวิตที่เต็มเปี่ยม ชีวิตที่ใช้อย่างตั้งใจ เชิงรุก และอุดมสมบูรณ์”
เราอยู่ในโลกที่วิ่งแข่งกับคนทั้งโลก เปรียบเทียบชีวิตกับคนที่ยิ่งกว่าที่สุดของที่สุด
เกมนี้เล่นแล้วโอกาสชนะแทบไม่มีเลย และถึงจะชนะ...เราจะชนะอีกนานแค่ไหน และต้องวิ่งเร็วเป็นสองเท่าไปอีกนานแค่ไหน...
ลองถามตัวเองดูครับว่า “ชีวิตเราจะหน้าตาเป็นยังไง ‘ถ้า’ มันไม่ต้อง ‘รีบเร่ง’ อยู่ตลอดเวลา?”
และแน่นอนไม่ต้องเป็นเหมือนชีวิตผมหรอก เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ต่างกันออกไป
Red Queen Effect กระซิบบอกเราว่า “ถ้าเธอหยุดหนึ่งวัน เธอตกรถไฟนะ”
ถ้าคุณยังเล่นเกมเดียวกับคนอื่น ไม่ว่าคุณจะเร็วเท่าไร จะมีคนเร็วกว่าเสมอ
อาจจะดีกว่า ถ้าคุณเปลี่ยนเกม เป็นเกมของตัวเอง ต่อให้เดินช้าสักหน่อย…คุณก็อาจเข้าเส้นชัยคนแรกได้
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแล...
มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต? ใ...

“สิ่งที่มันไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อม” บทเรียนการเงินจากชายผู้ท...
ถ้าอยากเกษียณตั้งแต่ยังอายุน้อยเหมือนอย่าง อเล็กซ์ ไตรแอส (Alex Trias) การวางแผนการเงิ...

“พ่อต่างหากที่มีเงิน! ลูกไม่มีเงิน!” บทเรียนก...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เบน แอฟเฟล็ก นักแสดงวัย 52 ปี ได้พาลูกชายอายุ 13 ปี ซามูเอล แอฟเฟ...

“อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว” 10 ข้อที...
ใคร ๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
