ลดหย่อนภาษีเท่านี้ เสียภาษีฯ จริงเท่าไหร่?

ลดหย่อนภาษีเท่านี้ เสียภาษีฯ จริงเท่าไหร่?

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

18 October 2026

“การลดหย่อนภาษี” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม ไปจนถึงการลดหย่อนรูปแบบอื่น เช่น การทำประกันภัย การลงทุนในกองทุนรวม การบริจาค หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการลดหย่อนภาษีคือการ “ลดจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายโดยตรง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลดหย่อนภาษีคือการ “ลดฐานเงินได้สุทธิ” ก่อนนำไปคำนวณภาษี โดยมีสูตรการคำนวณพื้นฐาน ดังนี้

เงินได้สุทธิ = เงินได้รวม(เงินได้พึงประเมิน) - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน

หลังจากได้ เงินได้สุทธิ แล้ว จึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า หรือที่เรียกว่า "ภาษีแบบขั้นบันได" ต่อไป

การหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเบื้องต้น
ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น สมมติว่าเรามีรายได้จาก 2 ประเภท ได้แก่:

  • เงินได้ประเภท 40(1): เช่น เงินเดือนจากการทำงานประจำ
  • เงินได้ประเภท 40(2): เช่น รายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์

สำหรับเงินได้ทั้งสองประเภทนี้ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายรวมกันได้ 50% ของเงินได้รวม แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และสามารถหัก ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ทันที 60,000 บาท

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได
เมื่อคำนวณได้เงินได้สุทธิแล้ว จะนำไปคิดภาษีตามขั้นบันได ดังนี้:

0 – 150,000 บาท = ยกเว้นภาษี (0%)
150,001 – 300,000 บาท = 5%
300,001 – 500,000 บาท = 10%
500,001 – 750,000 บาท = 15%
750,001 – 1,000,000 บาท = 20%
1,000,001 – 2,000,000 บาท = 25%
2,000,001 – 5,000,000 บาท = 30%
5,000,001 บาทขึ้นไป = 35%

ตัวอย่างการคำนวณที่ถูกต้อง และผลของการลดหย่อนเพิ่ม

กรณีที่ 1: ก่อนหักลดหย่อนเพิ่ม (เงินได้สุทธิ 190,000 บาท)

การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได:
เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาทแรก = ได้รับการยกเว้นภาษี (0 บาท)

เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาทขึ้นไป คือ 40,000 บาท (190,000-150,000) นำมาคิดภาษีอัตรา 5% = 40,000 x 5% = 2,000 บาท

ภาษีที่ต้องจ่ายจริงก่อนลดหย่อนเพิ่ม = 2,000 บาท (ไม่ใช่ 9,500 บาท)

กรณีที่ 2: เมื่อใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มอีก 100,000 บาท

เงินได้สุทธิใหม่จะลดลงเหลือ 190,000-100,000= 90,000 บาท

เนื่องจาก 90,000 บาท อยู่ในช่วงไม่เกิน 150,000 บาทแรก จึงได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด = เสียภาษี 0 บาท

สรุปผลลัพธ์: การซื้อสิทธิลดหย่อนเพิ่ม 100,000 บาทในกรณีนี้ จะช่วยประหยัดเงินภาษีได้ 2,000 บาท

หลักการพิจารณาเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างคุ้มค่า

แม้การลดหย่อนภาษีจะเป็นประโยชน์ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้สิทธิ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจ่ายเงินก้อนเพื่อแลกกับสิทธิลดหย่อน เช่น การซื้อประกัน หรือการลงทุนในกองทุนต่างๆ:

1. ประเมินความจำเป็นเป็นอันดับแรก

พิจารณาว่าสิ่งนั้นจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ เช่น การซื้อประกันชีวิตควรพิจารณาจากความต้องการความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพเป็นหลัก

2. วิเคราะห์ความคุ้มค่า

เปรียบเทียบระหว่างจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกไป กับผลประโยชน์และภาษีที่ประหยัดได้จริงตามฐานภาษีของตนเอง

3. พิจารณาทางเลือกทางการเงิน

หากมีความจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นั้นอยู่แล้ว การได้สิทธิลดหย่อนภาษีถือเป็นผลประโยชน์เสริม แต่หากไม่มีความจำเป็น ควรพิจารณาทางเลือกออมหรือลงทุนอื่นที่เหมาะสมกว่า

การวางแผนภาษีที่ดีควรเน้นประโยชน์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์หรือการใช้จ่ายนั้นเป็นหลัก โดยมองการลดหย่อนภาษีเป็นผลประโยชน์เสริม ซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save