“การลดหย่อนภาษี” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม ไปจนถึงการลดหย่อนรูปแบบอื่น เช่น การทำประกันภัย การลงทุนในกองทุนรวม การบริจาค หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการลดหย่อนภาษีคือการ “ลดจำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายโดยตรง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลดหย่อนภาษีคือการ “ลดฐานเงินได้สุทธิ” ก่อนนำไปคำนวณภาษี โดยมีสูตรการคำนวณพื้นฐาน ดังนี้
เงินได้สุทธิ = เงินได้รวม(เงินได้พึงประเมิน) - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
หลังจากได้ เงินได้สุทธิ แล้ว จึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า หรือที่เรียกว่า "ภาษีแบบขั้นบันได" ต่อไป
การหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเบื้องต้น
ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น สมมติว่าเรามีรายได้จาก 2 ประเภท ได้แก่:
- เงินได้ประเภท 40(1): เช่น เงินเดือนจากการทำงานประจำ
- เงินได้ประเภท 40(2): เช่น รายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์
สำหรับเงินได้ทั้งสองประเภทนี้ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายรวมกันได้ 50% ของเงินได้รวม แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และสามารถหัก ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ทันที 60,000 บาท
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได
เมื่อคำนวณได้เงินได้สุทธิแล้ว จะนำไปคิดภาษีตามขั้นบันได ดังนี้:
0 – 150,000 บาท = ยกเว้นภาษี (0%)
150,001 – 300,000 บาท = 5%
300,001 – 500,000 บาท = 10%
500,001 – 750,000 บาท = 15%
750,001 – 1,000,000 บาท = 20%
1,000,001 – 2,000,000 บาท = 25%
2,000,001 – 5,000,000 บาท = 30%
5,000,001 บาทขึ้นไป = 35%
ตัวอย่างการคำนวณที่ถูกต้อง และผลของการลดหย่อนเพิ่ม
กรณีที่ 1: ก่อนหักลดหย่อนเพิ่ม (เงินได้สุทธิ 190,000 บาท)
การคำนวณภาษีแบบขั้นบันได:
เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาทแรก = ได้รับการยกเว้นภาษี (0 บาท)
เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 150,000 บาทขึ้นไป คือ 40,000 บาท (190,000-150,000) นำมาคิดภาษีอัตรา 5% = 40,000 x 5% = 2,000 บาท
ภาษีที่ต้องจ่ายจริงก่อนลดหย่อนเพิ่ม = 2,000 บาท (ไม่ใช่ 9,500 บาท)
กรณีที่ 2: เมื่อใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มอีก 100,000 บาท
เงินได้สุทธิใหม่จะลดลงเหลือ 190,000-100,000= 90,000 บาท
เนื่องจาก 90,000 บาท อยู่ในช่วงไม่เกิน 150,000 บาทแรก จึงได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด = เสียภาษี 0 บาท
สรุปผลลัพธ์: การซื้อสิทธิลดหย่อนเพิ่ม 100,000 บาทในกรณีนี้ จะช่วยประหยัดเงินภาษีได้ 2,000 บาท
หลักการพิจารณาเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างคุ้มค่า
แม้การลดหย่อนภาษีจะเป็นประโยชน์ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้สิทธิ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจ่ายเงินก้อนเพื่อแลกกับสิทธิลดหย่อน เช่น การซื้อประกัน หรือการลงทุนในกองทุนต่างๆ:
1. ประเมินความจำเป็นเป็นอันดับแรก
พิจารณาว่าสิ่งนั้นจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ เช่น การซื้อประกันชีวิตควรพิจารณาจากความต้องการความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพเป็นหลัก
2. วิเคราะห์ความคุ้มค่า
เปรียบเทียบระหว่างจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกไป กับผลประโยชน์และภาษีที่ประหยัดได้จริงตามฐานภาษีของตนเอง
3. พิจารณาทางเลือกทางการเงิน
หากมีความจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นั้นอยู่แล้ว การได้สิทธิลดหย่อนภาษีถือเป็นผลประโยชน์เสริม แต่หากไม่มีความจำเป็น ควรพิจารณาทางเลือกออมหรือลงทุนอื่นที่เหมาะสมกว่า
การวางแผนภาษีที่ดีควรเน้นประโยชน์ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์หรือการใช้จ่ายนั้นเป็นหลัก โดยมองการลดหย่อนภาษีเป็นผลประโยชน์เสริม ซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแล...
มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต? ใ...

“สิ่งที่มันไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อม” บทเรียนการเงินจากชายผู้ท...
ถ้าอยากเกษียณตั้งแต่ยังอายุน้อยเหมือนอย่าง อเล็กซ์ ไตรแอส (Alex Trias) การวางแผนการเงิ...

“พ่อต่างหากที่มีเงิน! ลูกไม่มีเงิน!” บทเรียนก...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เบน แอฟเฟล็ก นักแสดงวัย 52 ปี ได้พาลูกชายอายุ 13 ปี ซามูเอล แอฟเฟ...

“อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว” 10 ข้อที...
ใคร ๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

