
“สินไหมฯ” จากประกันชีวิต ไม่ต้องเสียภาษี เพราะไม่ใช่ “มรดก” รวม 7 เรื่องต้องรู้ ก่อนทำ “ประกันชีวิต” เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน
ทุกคนที่เป็นพ่อเป็นแม่คงมีความรู้สึกเดียวกันคือ “ลูกคือแก้วตาดวงใจ” และถ้าให้เลือกระหว่างตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่กับตอนที่เราจากไปแล้ว ว่าช่วงไหนที่เราห่วงลูกมากกว่ากัน เชื่อว่าส่วนใหญ่จะตอบว่า “ตอนที่จากไปแล้ว” เพราะในตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่เรายังพอช่วยเหลือลูกได้ แต่เมื่อเราจากไปแล้ว แม้จะเห็นลูกมีปัญหาอยู่ตรงหน้า เราก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเขาได้อีก
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อส่งต่อให้ลูกหลานในวันที่เราไม่อยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง และหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการวางแผนมรดกก็คือ “ประกันชีวิต” เพราะนอกจากจะช่วยส่งมอบทรัพย์สินให้คนที่เรารักได้อย่างมั่นใจแล้ว ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างที่ทำให้การทำประกันชีวิตเหนือกว่าการทำพินัยกรรมแบบทั่วไป
บทความนี้ The Money Trends จะมาสรุป 7 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความห่วงใยที่คุณมีจะส่งไปถึงคนที่คุณรักได้อย่างแท้จริง
7 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการส่งต่อความมั่งคั่งด้วยประกันชีวิต
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเงินสินไหมจากประกันชีวิตมีความแตกต่างจากทรัพย์สินทั่วไปในหลายๆ ด้าน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เองที่เป็นจุดเด่นที่ทำให้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือส่งต่อมรดกที่ได้รับความนิยม
1. “สินไหมฯ” ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ตามกฎหมายภาษีการรับมรดก “เงินสินไหมมรณกรรม” จากประกันชีวิตไม่ถือว่าเป็น “มรดก” ของผู้เอาประกันภัย เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนหรือขณะเสียชีวิต แต่เป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์จึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก ทำให้ลูกหลานได้รับเงินไปเต็มจำนวนตามที่ตั้งใจไว้
2. “สินไหมฯ” เจ้าหนี้ยึดไม่ได้
เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต สิทธิในการรับเงิน “สินไหมมรณกรรม” จากประกันชีวิตจะตกเป็นของผู้รับประโยชน์โดยตรง เจ้าหนี้ของผู้ตายไม่สามารถมาฟ้องร้องหรือเรียกเงินส่วนนี้ไปชำระหนี้ได้ เพราะเงินสินไหมไม่ใช่ทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตาย แต่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาประกันชีวิต
3. “สินไหมฯ” ให้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท
ผู้ทำประกันสามารถระบุชื่อใครก็ได้เป็น “ผู้รับผลประโยชน์” จากประกันชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส, บุตร, พ่อแม่, พี่น้อง, เพื่อน หรือแม้แต่องค์กรการกุศลก็ได้ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าความตั้งใจที่จะส่งต่อความมั่งคั่งให้ใครคนนั้นจะเป็นไปตามที่เราต้องการจริงๆ
4. “สินไหมฯ” ได้เร็วกว่า เงินจากคดีมรดก
การรับเงินจากประกันชีวิตสามารถทำได้รวดเร็วกว่าการจัดการมรดกทั่วไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกหรือดำเนินคดีในศาล ผู้รับประโยชน์เพียงแค่ยื่นเอกสารการเรียกร้องสินไหมที่บริษัทประกันภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับเงินตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
5. เปลี่ยนแปลง “ผู้รับผลประโยชน์ได้”
ถ้าอยากเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในอนาคตสามารถทำได้ แต่จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรกับบริษัทประกันชีวิตเท่านั้น และจะแตกต่างจากการทำพินัยกรรมที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า ซึ่งจุดนี้เป็นข้อดีที่ช่วยป้องกันการปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ที่ไม่เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัย
6. “ผู้รับผลประโยชน์ตายก่อน” ระวัง! สินไหมฯ เข้ากองมรดก
เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นอย่างมาก หากผู้รับประโยชน์เสียชีวิตก่อนผู้เอาประกัน และผู้เอาประกันไม่ได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์คนใหม่ เงินสินไหมส่วนนี้จะถือว่าไม่มีผู้รับประโยชน์ และเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในภายหลัง เงินสินไหมก้อนนี้จะตกเป็นส่วนหนึ่งของ “กองมรดก” ซึ่งเจ้าหนี้ของผู้ตายสามารถฟ้องร้องเพื่อชำระหนี้ได้ และทายาททุกคนก็จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบและอัปเดตผู้รับประโยชน์เป็นระยะๆ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เสมอ
7. ควรเลือกเป็น “ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ” เพราะ “ทุนสูง-เบี้ยต่ำ”
เมื่อพูดถึงการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผลหลายประการ
- ทุนประกันสูง เบี้ยต่ำ: ประกันชีวิตแบบตลอดชีพมักจะให้ทุนประกันที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่จ่าย ทำให้มีความคุ้มค่ามากสำหรับการวางแผนมรดก
- ความคุ้มครองยาวนาน: ตามชื่อของมัน ประกันชีวิตแบบนี้ให้ความคุ้มครองยาวนานจนถึงอายุ 90-99 ปี หรือตลอดชีพ ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความคุ้มครองก็จะยังอยู่
- เบี้ยคงที่: ค่าเบี้ยประกันจะคงที่ตลอดอายุสัญญา ไม่ต้องกังวลว่าเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
การวางแผนมรดกด้วยการทำประกันชีวิตจึงเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานได้อย่างตรงจุดแล้วยังมีข้อดีอีกมากมาย ที่สำคัญคือการทำประกันชีวิตยังช่วยให้เบี้ยประกันนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
สุดท้ายนี้ หากเราเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนอนาคตให้กับลูกหลาน การเริ่มต้นทำประกันชีวิตเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ลดความกังวลและเพิ่มความสบายใจได้ทั้งกับตัวเองและคนที่เรารักในวันที่เราไม่อยู่แล้วครับ
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” ทำอะไรที่ไม่ใช่แค่ “เป็นทุนไว้ดูแล...
มีบ้านหลายหลัง มีที่ดินหลายแปลง มีธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ทำไมยังต้องซื้อประกันชีวิต? ใ...

“สิ่งที่มันไม่เสีย ก็อย่าไปซ่อม” บทเรียนการเงินจากชายผู้ท...
ถ้าอยากเกษียณตั้งแต่ยังอายุน้อยเหมือนอย่าง อเล็กซ์ ไตรแอส (Alex Trias) การวางแผนการเงิ...

“พ่อต่างหากที่มีเงิน! ลูกไม่มีเงิน!” บทเรียนก...
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เบน แอฟเฟล็ก นักแสดงวัย 52 ปี ได้พาลูกชายอายุ 13 ปี ซามูเอล แอฟเฟ...

“อย่าเสียใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้ว” 10 ข้อที...
ใคร ๆ ต่างก็ผ่านความรู้สึก รู้อย่างนี้ไม่น่าทำเลย หรือน่าจะรู้เร็วกว่านี้ จะได้ไม่ทำ นี...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
