คนนี้ไงเล่าที่ “ทรัมป์” เลือกเอง ว่าที่ประธานเฟดที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ รู้จัก Kevin Warsh ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ โอกาสทองหุ้น AI – คริปโตฯ หรือ “ระเบิดเวลา”

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

09 May 2026

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 13 ต่อ 11 เสียง เห็นชอบเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาเต็มคณะ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการ และจากทิศทางการลงมติที่ผ่านมา มีแนวโน้มสูงที่วอร์ชจะได้รับการรับรองก่อนวาระของ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ นั่นหมายความว่าโลกการเงินอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของผู้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยคนใหม่ ซึ่งมีแนวคิดและสไตล์แตกต่างจากผู้นำเฟดในช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทยที่ลงทุนอยู่?

ใครคือเควิน วอร์ช และทำไมตลาดถึงจับตา?

บนกระดาษ วอร์ชดูสมบูรณ์แบบเกือบทุกอย่าง อายุ 56 ปี เคยเป็นผู้ว่าการเฟดที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ตอนอายุเพียง 35 ปี เป็นอดีตนายธนาคารจากวอลล์สตรีท ที่ปรึกษาประธานาธิบดีบุช และหุ้นส่วนกับสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ นักลงทุนระดับตำนาน ทรัพย์สินสุทธิของเขาอยู่เกินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดในบรรดาประธานเฟดทุกคนที่เคยมีมา เขายังแต่งงานกับ เจน ลอเดอร์ ทายาทธุรกิจเครื่องสำอางที่ Forbes ประเมินว่ามีทรัพย์สิน 2.5 พันล้านดอลลาร์

แต่นั่นคือเหตุผลที่ทั้งตลาดและฝ่ายค้านยิ่งจับตามองเขามากขึ้น เพราะคนที่ "ไร้ที่ติ" บนกระดาษ มักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระมากกว่าใครๆ

ในการไต่สวนต่อวุฒิสภา เขาถูกถามตรงๆ ว่าเขาจะเป็น "หุ่นเชิดของทรัมป์" หรือเปล่า วอร์ชตอบสั้นๆ ว่า "ไม่อย่างแน่นอน" และย้ำว่าประธานาธิบดีไม่เคยขอให้เขาตกลงเรื่องดอกเบี้ยล่วงหน้าแม้แต่ครั้งเดียว แต่ฝ่ายค้านอย่าง เอลิซาเบธ วอร์เรน ยังคงประกาศว่าการยืนยันครั้งนี้จะเป็น "การลงคะแนนแบบแบ่งฝ่ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์คณะกรรมการธนาคาร" ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะมติในคณะกรรมการออกมา 13 ต่อ 11 ตามแนวพรรค โดยไม่มีพรรคเดโมแครตคนใดสนับสนุนเลย

จาก Hawkish สู่ AI Optimist

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับวอร์ชไม่ใช่ประวัติของเขา แต่คือการ "เปลี่ยนใจ" ที่มีหลักการชัดเจน
.
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดระหว่างปี 2549-2554 เขาถูกมองว่าเป็น hawkish หรือ สายเหยี่ยวอย่างเต็มตัว คือเน้นคุมเงินเฟ้อและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการพิมพ์เงิน ในบทความที่ตีพิมพ์ใน Wall Street Journal ปลายปี 2568 และในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง วอร์ชเริ่มพูดถึง AI ในฐานะ "คลื่นลูกใหญ่ที่สุดที่เพิ่ม productivity ในชั่วชีวิตของมนุษย์เรา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต"

แกนกลางของแนวคิดนี้คือ: ถ้า AI กดต้นทุนการผลิตลงแบบโครงสร้าง (structurally disinflationary) เหมือนที่อินเทอร์เน็ตทำในยุค 90 เฟดก็มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยโดยไม่ต้องกลัวเงินเฟ้อพุ่ง เขาเปรียบตัวเองกับ Alan Greenspan ที่กล้า "เดิมพัน" ว่าเศรษฐกิจยุคอินเทอร์เน็ตจะโตแบบ non-inflationary ได้ แม้ข้อมูลในขณะนั้นยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งนั่นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยืนหยัดได้ยาวนานกว่าทศวรรษ

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าวอร์ชจะกลายเป็น dovish (สายนกพิราบ) แบบปล่อยตามใจตลาด ในการไต่สวน เขาพูดชัดว่า "ความผิดพลาดร้ายแรงของนโยบายในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือการปล่อยให้เงินเฟ้อฝังรากก่อนแก้ไข มรดกนั้นยังอยู่กับเรา" เขาเรียกสิ่งที่ต้องการว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบ (regime change) ทั้งในกรอบการวัดเงินเฟ้อ, การสื่อสารของเฟด (ที่เขามองว่าพูดมากเกินไปจนตลาดเสียนิสัย) และการลดขนาดงบดุลที่ยังอยู่เกิน 6.5 ล้านล้านดอลลาร์

อุปสรรคข้างหน้า เขาจะคุมคณะได้จริงไหม?

มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป คณะกรรมการ FOMC ที่ตัดสินเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น ประกอบด้วยสมาชิก 12 คน ประธานเฟดมีเพียงหนึ่งเสียงเท่ากับทุกคน อดีตประธานเฟดเจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) ให้ความเห็นล่าสุดว่า "ในระยะสั้นนี้ ฉันมองไม่เห็นว่า FOMC จะยอมรับแนวทางของวอร์ชได้" และอีกคนหนึ่งอย่างเบธ แฮมแม็ค (Beth Hammack) มองว่า การสนับสนุน AI จะยิ่งกดดันให้อัตราที่เป็นกลาง (neutral rate) สูงขึ้น ไม่ใช่ต่ำลง ซึ่งเป็นมุมมองตรงข้ามกับวอร์ชอย่างสิ้นเชิง

วอร์ชรับรู้ความขัดแย้งนี้ดี เขาบอกว่าเขา "ยินดีให้เกิดการถกเถียง" และมองว่าเสียงคัดค้านจาก FOMC จะช่วยแสดงให้สาธารณะเห็นว่าเฟดเก่าทำงานผิดพลาดอย่างไร นั่นคือการเปลี่ยน narrative ทางการเมืองให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว

ถ้าวอร์ชสามารถพา FOMC ลดดอกเบี้ยได้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดไทยมีทั้งด้านบวกและด้านระวัง

ด้านโอกาส เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐลดลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะแคบลง เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมากขึ้น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงในคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดทำให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยรวมกว่า 1 แสนล้านบาทในช่วงปลายปี 2568

นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังของไทยยังคาดว่าค่าเฉลี่ยเงินบาทปี 2569 อาจอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากปีก่อน หากเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด

สำหรับ SET Index นักวิเคราะห์จาก Kasikorn Securities ชี้ว่าการลดดอกเบี้ยจะกระตุ้นการหมุนเงินเข้าหุ้นปันผลสูงและกลุ่ม rate-sensitive อย่างธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และสาธารณูปโภค

ด้านความเสี่ยง เงินบาทที่แข็งเกินจะกดดันภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของ GDP ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็เพิ่งออกมาเตือนถึงความผันผวนของค่าเงินบาทและพยายามจำกัดการแข็งค่าที่รวดเร็วเกินไป นอกจากนี้ หากวอร์ชไม่สามารถสร้างฉันทามติใน FOMC ได้ ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายเฟดจะสร้างความผันผวน (volatility) ให้ตลาดมากกว่าเดิม

ประเด็นที่ยังต้องติดตาม

ก่อนที่จะสรุปว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ bull run รอบใหม่ ยังมีอีกตัวแปรที่ยังตอบว่าไม่ได้ อย่าง “AI จะสร้าง productivity ได้จริงหรือไม่ และเร็วแค่ไหน” เพราะปัจจุบัน AI ยังอยู่ในช่วงลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (data centers, chips) ซึ่งกดดันราคาและอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ผลประโยชน์จาก productivity จะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแผ่ไปทั่วระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ชี้ว่า Greenspan ในยุค 90 ใช้เหตุผลด้าน productivity เพื่อ "ไม่ขึ้นดอกเบี้ย" ไม่ใช่เพื่อ "ลดดอกเบี้ย" ซึ่งต่างกันมาก

อีกตัวแปรสำคัญคือการสอบสวนอาญาต่อ เจอโรม พาวเวลล์ ที่ยังดำเนินอยู่ แม้ศาลจะยกคำสั่งเรียกพยานไปแล้ว แต่การที่เฟดถูกทำให้เป็นการเมืองอย่างหนักจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน ซึ่งในระยะยาวย่อมกระทบกับตลาดพันธบัตร (bond market) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในสินทรัพย์ดอลลาร์

⚠️ บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save