“น้ำมันจะแพงขึ้นอีกไหม?” เมื่อแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกถูกปลดล็อก คว้าโอกาสราคาน้ำมันโลก และต้นทุนพลังงานกำลังเปลี่ยนทิศ

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

06 January 2026

เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน หลังสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา พร้อมการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถึงการเข้าบริหารจัดการแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความกังวลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรง

เวเนซุเอลาถือครองแหล่งน้ำมันสำรองราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 17% ของปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกและอยู่ห่างจากประเทศอเมริกาเพียง 4507.78 กิโลเมตร (ประมาณกรุงเทพ - โตเกียว) ในอดีต การเคลื่อนไหวทางทหารที่เกี่ยวข้องกับแหล่งพลังงานขนาดใหญ่มักนำไปสู่ความตื่นตระหนกในตลาดและการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นจริงหรือไม่?

🎫 ถอดรหัสแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของราคาน้ำมันปี 2569

เพื่อที่จะประเมินอนาคตของราคาน้ำมันอาจต้องเริ่มจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านอุปทาน (Supply) และอุปสงค์ (Demand) ที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดพลังงานโลกอย่างแท้จริง

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำลังกดดันราคาน้ำมันในปี 2026 คือความกังวลต่อภาวะ อุปทานน้ำมันล้นตลาด (Supply Glut) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ต่อเนื่องมาจากปี 2025 ที่ราคาน้ำมันดิบปิดเฉลี่ยต่ำกว่าปี 2020 ถึงราว 20% รายงานจากหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 5 มกราคม 2026 ระบุชัดเจนว่า ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงที่ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจะสูงเกินความต้องการ ซึ่งเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สรุป Crude Oil วันนี้ (6 มกราคม) อยู่ 56.89 ดอลลาร์ต่อบาเรลล์ ลดลง 0.75%

นอกเหนือจากปัจจัยหลักดังกล่าว ยังมีปัจจัยรองอื่นๆ ที่สร้างความผันผวนแต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะผลักดันให้ราคาสูงขึ้นในระยะยาว ได้แก่

- ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน แม้สงครามจะยังคงดำเนินต่อไปและสร้างความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดได้ปรับตัวรับกับสถานการณ์นี้มาระยะหนึ่งแล้ว

- การผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก Baker Hughes ชี้ว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ กลับมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณอุปทานเข้าสู่ตลาดอีกทางหนึ่ง

เมื่อปัจจัยมหภาคชี้ไปในทิศทางนี้ คำถามสำคัญคือ แล้วประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

🛢 ผลกระทบต่อราคาน้ำมันไทย เศรษฐกิจ และธุรกิจในประเทศ

อ้างอิงจากแนวหน้า (สำนักข่าว) ทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังของไทยต่างประเมินสถานการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุการณ์ในเวเนซุเอลา มีแนวโน้มที่จะทำให้ “ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง ไม่ใช่สูงขึ้น ในระยะยาว” เหตุผลสำคัญคือ หากสหรัฐอเมริกาสามารถเข้าไปบริหารจัดการและฟื้นฟูการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาได้สำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้ายคือการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาปรับตัวลดลง

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบปี 2569 จากหลายสำนัก

- กระทรวงพลังงาน คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 60-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
- บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดการณ์ราคาน้ำมันที่ 55-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
- บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดการณ์ราคาน้ำมันที่ประมาณ 67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

แนวโน้มราคาน้ำมันขาลงนี้ได้สร้างผลกระทบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละภาคธุรกิจของไทย ดังที่นักวิเคราะห์ได้สรุปไว้ดังนี้

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยจากแนวโน้มราคาน้ำมันขาลง

อ้างอิงจาก ข่าว “คลัง-พลังงานจับตาราคาน้ำมัน โบรกฯคาดถูกลง กระทบ PTTEP-EV-โรงกลั่่น” โดย Hoonsmart ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และกลุ่มที่เสียประโยชน์ กลุ่มที่ได้ประโยชน์ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งมีต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง ธุรกิจการบินที่ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง และผู้บริโภคที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขายปลีกที่ลดลง

ในทางกลับกัน กลุ่มที่เสียประโยชน์ได้แก่ บริษัท PTTEP เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ลดลง โรงกลั่นมีความเสี่ยงจาก Stock Loss และอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ที่แรงจูงใจในการซื้อลดลงเมื่อราคาน้ำมันถูก

📍 การที่สงครามครั้งนี้อาจนำไปสู่ราคาน้ำมันที่ถูกลงนั้นสวนทางกับความเข้าใจโดยทั่วไป ซึ่งนำเราไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า เหตุใดวิกฤตการณ์เวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เกมภูมิรัฐศาสตร์ธรรมดา

🤝 ทำไมวิกฤตเวเนซุเอลาจึงเป็น "เกมยาว" ที่จะกดดันราคาน้ำมันไปอีกหลายปี

สมมติฐานที่ว่า "ความขัดแย้ง เท่ากับ ราคาน้ำมันแพง" ไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีของเวเนซุเอลาได้โดยตรง การวิเคราะห์เชิงลึกเผยให้เห็นว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่การ "ทำลาย" แหล่งอุปทานน้ำมันที่ดำเนินการอยู่ แต่เป็นการพยายาม "ปลดล็อก" แหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งอยู่ในสภาพหลับใหลมานาน และนี่คือปัจจัยที่จะกดดันราคาน้ำมันในระยะยาว ไม่ใช่การผลักดันราคาในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม การจะฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมาผลิตได้เต็มศักยภาพนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่หลวงหลายประการ (อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักข่าว BBC และ NY Times)

1. โครงสร้างพื้นฐานที่ล่มสลาย

โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเวเนซุเอลาอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมและไร้ประสิทธิภาพ (creaking and inefficient) อย่างหนัก จากการถูกทิ้งร้างมานาน หลายส่วนถูกปล้นและแยกชิ้นส่วนไปขาย (looted and taken apart)

2. ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การผลิตน้ำมันลดลงอย่างฮวบฮาบจากการบริหารที่ผิดพลาดและการคว่ำบาตร ส่งผลให้บุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจำนวนมากต้องอพยพออกจากประเทศ

3. ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การฟื้นฟูการผลิตให้กลับสู่ระดับในอดีตจะต้องใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์และอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี (up to a decade)

4. บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จะลังเลอย่างมากในการทุ่มเงินลงทุนมหาศาล หากยังไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียภาพเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยังคงจดจำบทเรียนในอดีตที่สินทรัพย์ของตน เช่น ExxonMobil และ ConocoPhilips ถูกยึดเป็นของรัฐ และยังไม่ได้รับการชดเชยจนถึงปัจจุบัน

🔍 ลงทุนกับเทรนด์นี้ยังไงดี?

จากการสืบค้นตามแหล่งข้อมูลต่างๆ หุ้นและสินทรัพย์รายตัวที่ถูกกล่าวถึง

* OR: นักวิเคราะห์จาก บล.ยูโอบี เคย์เฮียน แนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมาย 26 บาท โดยมองว่ายังคงได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2569

* TASCO: มีมุมมองที่ซับซ้อนขึ้น แม้ TASCO อาจได้ประโยชน์จากการกลับไปใช้น้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาซึ่งให้ผลผลิตยางมะตอย (Yield) ที่ดี แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต และผลประโยชน์ที่ได้รับอาจไม่สูงเท่าที่เคยเป็น

* Bitcoin: นักวิเคราะห์จากบิตฟิเน็กซ์ (Bitfinex) ระบุว่า การที่บริษัทสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินการสกัดน้ำมันดิบในเวเนซุเอลา อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ขุดบิตคอยน์ ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจขุดคริปโทเคอร์เรนซีปรับดีขึ้นในระยะถัดไป

โดยสรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาจะเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว นี่ไม่ใช่สัญญาณเตือนถึงภาวะน้ำมันแพงที่น่าตื่นตระหนก ตรงกันข้าม มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานโลกในระยะยาว ที่กำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นทิศทางการไหลของเงินทุนในอนาคต

⚠️ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save