หลายคนอาจคิดว่าพอร์ตการลงทุนของคนรวยระดับพันล้านต้องเต็มไปด้วยสัดส่วนของหุ้นเยอะมากแน่ ๆ หรืออาจคิดว่าคนรวยจะต้องตามหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 10-15% ต่อปีแน่นอน เพราะเขาเป็น ‘คนรวย’
แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนที่รวยระดับ 1,000 ล้านบาท โจทย์ชีวิตของเขาอาจหมายถึงการ ‘รักษาความมั่งคั่ง’ มากกว่าหา ‘ความเติบโตที่ต้องแลกมาด้วยความไม่มั่งคง’ ดังนั้นการรักษาเงินต้นจึงเป็นโจทย์แรกที่คนรวยตามหา
และคำตอบของความต้องการนี้ซ่อนอยู่ใน ‘พันธบัตรรัฐบาล’ สินทรัพย์ที่เมื่อเร็ว ๆ ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที เมื่อมีการเปิดขายในไทย !
ขนาด ‘วอเรน บัฟเฟตต์’ และบริษัท Berkshire Hathaway ยังถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากกว่าที่ธนาคารกลางของสหรัฐถือซะอีก ! ทั้ง ๆ ที่เป็นบริษัทเอกชน (Berkshire ถือครองราว 321 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐถือครองราว 233 พันล้านดอลลาร์)
การลงทุนที่เปลี่ยนให้ ‘รัฐบาล’ กลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ของเรา
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คือ ตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ซื้อหรือนักลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และรัฐบาลก็จะเหมือนลูกหนี้ของเรา เมื่อถึงเวลาที่กำหนด (3 เดือน, 2 ปี 3 ปี หรือ 10 ปี) รัฐบาลก็จะมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นเรา
การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลจะถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะรัฐบาลมีอำนาจในการหาเงินมาจ่ายคืนนักลงทุน แต่เมื่อความเสี่ยงต่ำ ก็จะแลกมากับผลตอบแทนที่ต่ำเช่นกัน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ที่กำลังจะเปิดขายรอบ 2 เร็ว ๆ นี้ รุ่นอายุ 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี (ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อไทยเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.95%)
แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ใช่โจทย์แรกที่คนรวยระดับพันล้านตามหา แต่คือการไร้ซึ่งความเสี่ยงและความสามารถในการรักษาเงินต้นไว้ได้ต่างหาก และแม้ตัวอย่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เรายกตัวอย่างขึ้นมาอาจจะให้ผลตอบแทนไม่ถึง 3% แต่จริง ๆ แล้วพันธบัตรรัฐบาลของต่างประเทศ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนแค่นี้
ส่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก
รุ่นอายุ: 2 ปี / 5 ปี / 10 ปี / 30 ปี
- สหรัฐ: 4.36% / 4.52% / 4.78% / 5.27%
- สหราชอาณาจักร: 4.42% / 4.62% / 5.06% / 5.77%
- ญี่ปุ่น: 1.78% / 2.25% / 3% / 4.17%
- เกาหลีใต้: 3.73% / 4.12% / 4.39% / 4.64%
- เวียดนาม: 3.77% / 4.39% / 4.56% / 4.87%
ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลบางรุ่น อาจจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนบางตัวเสียอีก หรือถ้าเทียบกับ ‘ราคาทอง’ ตั้งแต่ต้นปี-วันนี้ ที่มี price performance 3% และถ้าทองยังคงผลงานเช่นนี้จนถึงสิ้นปี ทองคำจะให้ผลตอบแทนแพ้พันธบัตรรัฐบาลหลาย ๆ รุ่นด้วยซ้ำ
นอกจากนี้พันธบัตรรัฐบาลบางรุ่นยังมีนโยบายจ่ายดอกเบี้ยระหว่างปีด้วย เช่น จ่ายทุก 3 หรือ 6 เดือน ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับคนที่รวยระดับพันล้าน สามารถนำดอกเบี้ยไปต่อยอดการลงทุนอื่น ๆ ได้
สรุปคือ พันธบัตรรัฐบาลมีจุดแข็งในการรักษาเงินต้น ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอผ่านการจ่ายดอกเบี้ย และมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง คุณลักษณะเหล่านี้จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พันธบัตรรัฐบาลเป็นที่โปรดปรานของคนรวย อย่างน้อยก็คุณปู่บัฟเฟฟต์แล้วหนึ่งคน !
และถ้าอยากรู้ว่าในฐานะนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ ที่ไม่สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้โดยตรงเหมือนปู่บัฟเฟตต์ จะต้องลงทุนอย่างไร รอติดตามได้ในรายการ Trends Hunter เสาร์นี้
**หมายเหตุ
บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรพิจารณาความเสี่ยงและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

