
ท่องเที่ยวสะดุด สายการบินกระอัก : คัดหุ้นกลุ่มเดินทาง ภูมิคุ้มกันสูงท่ามกลางไฟสงคราม
เมื่อกระสุนนัดแรกถูกยิง ตลาดหุ้นก็สั่นสะเทือน
สงครามตะวันออกกลางระลอกใหม่ที่ปะทุขึ้น ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศบนหน้าจอโทรทัศน์ แต่มันคือ "ตัวแปร" ที่กำลังเขย่าพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างรุนแรง
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตลาดหุ้นไทยช่วงต้นสัปดาห์ร่วงลงไปแล้ว 150 จุด อยู่ที่ราวๆ 1,350-60 จุด (จาก 1,500 จุดเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน) แม้ว่าตอนนี้เริ่มฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้ว
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยในเวลานี้ไม่ใช่แค่ว่าโลกจะสงบสุขเมื่อไหร่ แต่คือการตั้งสติ ปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งมองหา "โอกาส" ที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตนี้ได้อย่างไร?
สมรภูมิที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกได้เห็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นขั้นสุด
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียระดับผู้นำสูงสุด สิ่งที่ตามมาทันทีคือโดมิโนเอฟเฟกต์ การปิดน่านฟ้าในหลายประเทศตะวันออกกลาง และเที่ยวบินหยุดชะงัก ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าปฏิบัติการนี้อาจกินเวลาต่อเนื่องถึง 4 สัปดาห์ หรืออาจยาวนานกว่านั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
นี่คือปรากฏการณ์ Negative Supply Shock ระดับโลก เมื่อภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักเกิดความสั่นคลอน และช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกมีความเสี่ยง ต้นทุนพลังงานจึงพุ่งทะยานอย่างเลี่ยงไม่ได้
สภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบไว้ 2 กรณีหลัก คือ หากสงครามจบได้ใน 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดัน GDP ไทยปี 2569 ให้ลดลงเหลือ 1.6% แต่ในกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปถึง 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ไทยให้เหลือเพียง 1.3% เท่านั้น
นอกจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งจะไปกดดันอัตราเงินเฟ้อแล้ว ความตื่นตระหนกของตลาดยังทำให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) เคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าสู่หลุมหลบภัย (Safe Havens) อย่างทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงความเสี่ยงที่รายได้จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่ตะวันออกกลางอาจหดหายไปหากต้องอพยพกลับประเทศ
เจาะลึกสมรภูมิการท่องเที่ยว: จุดเปลี่ยนที่นักลงทุนต้องรู้
การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เราจะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 6.6 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 326,000 ล้านบาท แต่ทันทีที่น่านฟ้าตะวันออกกลางปิดลง เป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 36 - 36.7 ล้านคนในปีนี้ เริ่มมีความท้าทายสูงขึ้นทันที
วิกฤตนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตัวเลขการเดินทาง โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม จำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางร่วงลงกว่า 60% ทันที ที่น่ากังวลกว่าคือ "ตลาดยุโรป" ซึ่งเป็นตลาดระยะไกล (Long-haul) ก็ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกการแวะพักที่ฮับอย่างดูไบ ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวยุโรปลดลงไปกว่า 25% ทันทีเช่นกัน
หุ้นกลุ่มไหนเสี่ยง และทำไมถึงต้องระวัง?
หากคุณถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คุณต้องแยกให้ออกระหว่าง "กลุ่มที่โดนผลกระทบโครงสร้าง" และ "กลุ่มที่ตกลงมาเพราะความตื่นตระหนก"
* กลุ่มสายการบิน (Aviation) คือพื้นที่อันตราย (High Risk)
หุ้นกลุ่มนี้กำลังเผชิญวิกฤต "โดนสองเด้ง" คือรายได้หดตัวจากผู้โดยสารที่ลดลง และต้นทุนพุ่งกระฉูดจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น น้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักถึง 26-32% ของสายการบิน
* AAV
มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมากและอาจถึงขั้นขาดทุนหากสงครามยืดเยื้อ เนื่องจากบริษัทมีกันชนกำไร (Margin Buffer) ต่ำเพียง 2% และมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาน้ำมันไว้น้อยมาก ทำให้รับแรงกระแทกไปเต็มๆ
* THAI
แม้จะได้รับผลกระทบ แต่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า เพราะมีอัตรากำไรปกติสูงถึง 13% และได้ทำ Hedging น้ำมันล่วงหน้าไว้แล้วถึง 50% ของปริมาณที่ต้องใช้ในครึ่งปีแรก
Opportunity: โอกาสทองที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
ในฐานะนักลงทุน เราควรสนใจวิกฤตนี้เพราะมันกำลังสร้าง "การปรับฐานของราคา" ที่ทำให้สินทรัพย์ชั้นดีราคาถูกลง และสร้างเมกะเทรนด์ใหม่ที่ประเทศไทยได้เปรียบ
1. การเคลื่อนย้ายจุดหมายปลายทาง (Destination Shift) สู่พื้นที่ปลอดภัย
ประเทศไทยมีจุดยืนทางการเมืองที่เป็นกลางชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสแกนดิเนเวียที่เคยวางแผนไปพักผ่อนในตะวันออกกลาง จะเบนเข็มเปลี่ยนจุดหมายมายังเอเชียและไทยมากขึ้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มีฐานะยังมองไทยเป็น Safe Area ที่เหมาะสำหรับการพำนักระยะยาวและการเข้ามารับบริการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)
2. ช้อปของดีราคาถูกในกลุ่มโรงแรม (Hospitality Sector)
แม้ราคาหุ้นโรงแรมจะถูกเทขายอย่างหนัก (เช่น CENTEL -10%, MINT -9%) ในช่วงวันที่ 2 มีนาคม แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดี เพราะในความเป็นจริง รายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4-6% ของรายได้รวมของกลุ่มโรงแรมใหญ่เท่านั้น
* หุ้น MINT
ถือเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ในกลุ่มนี้ ราคาหุ้นร่วงลงมารับรู้ปัจจัยลบ (Priced-in) ไปมากที่สุดแล้ว บริษัทยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 5,000 ล้านบาทคอยพยุงราคา และยังมีแผนจัดตั้งกอง REIT ในสิงคโปร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลอีกด้วย
* หุ้น CENTEL
เป็นตัวแทนของ "คุณภาพกำไร" (Quality of Earnings) แข็งแกร่งที่สุด คาดว่ากำไรจะเติบโตโดดเด่นถึง 22% ในปี 2569 จากธุรกิจร้านอาหารในประเทศที่แข็งแกร่ง และการลดลงของผลขาดทุนจากโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์
3. กลยุทธ์ "Values over Volume" ของไทย
รัฐบาลและ ททท. ไม่ได้รอพึ่งพาแค่จำนวนคน แต่กำลังใช้ "อีเวนต์ระดับโลก" เป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) เช่น การจัดเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand ที่ชลบุรีในช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่าจะสร้างการใช้จ่ายต่อหัวสูงถึง 80,000-110,000 บาท และงาน Global Wellness Summit ที่ภูเก็ต เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูงลิ่ว
4. อานิสงส์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
เมื่อพื้นที่ตะวันออกกลางเกิดสงคราม ความต้องการนำเข้าและกักตุนอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร นี่จึงเป็นโอกาสทองที่ส่งออกไทยจะเข้าไปทดแทนส่วนที่ขาดแคลนในตลาดตะวันออกกลางได้
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย: ควรจัดการพอร์ตอย่างไร?
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง สิ่งที่ต้องมีตอนเลยคือ
* ป้องกันความเสี่ยง (Hedging)
ควรมีสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือกองทุนที่อิงสกุลเงินดอลลาร์ติดพอร์ตไว้บ้าง เพื่อเป็นเบาะรองรับยามตลาดผันผวนรุนแรง
* Underweight กลุ่มอ่อนไหว
ลดน้ำหนักหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มสายการบินที่ยังไม่มีการบริหารความเสี่ยงต้นทุนน้ำมันที่ดีพอไปก่อน จนกว่าราคาน้ำมันจะเห็นสัญญาณอ่อนตัวลงที่ชัดเจน
* Overweight สินทรัพย์คุณภาพที่ถูกลง
ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ (เช่น MINT, CENTEL) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีรายได้กระจายตัวหลายภูมิภาค โดยอาศัยจังหวะที่ตลาด Panic ในการเข้าซื้อของดีในราคาที่มีส่วนลด
สงครามไม่ได้ทำลายทุกอุตสาหกรรม มันเพียงแค่ "สับเปลี่ยน" ทิศทางของกระแสเงินและผู้คน การทำความเข้าใจภาพกว้างและเจาะลึกถึงโครงสร้างรายได้ของธุรกิจอย่างแท้จริง จะช่วยให้นักลงทุนไทยมองเห็นโอกาสทำกำไรที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นควันแห่งความขัดแย้งนี้ได้อย่างแน่นอน
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
