ท่องเที่ยวสะดุด สายการบินกระอัก : คัดหุ้นกลุ่มเดินทาง ภูมิคุ้มกันสูงท่ามกลางไฟสงคราม

ท่องเที่ยวสะดุด สายการบินกระอัก : คัดหุ้นกลุ่มเดินทาง ภูมิคุ้มกันสูงท่ามกลางไฟสงคราม

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

05 March 2026

เมื่อกระสุนนัดแรกถูกยิง ตลาดหุ้นก็สั่นสะเทือน

สงครามตะวันออกกลางระลอกใหม่ที่ปะทุขึ้น ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศบนหน้าจอโทรทัศน์ แต่มันคือ "ตัวแปร" ที่กำลังเขย่าพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างรุนแรง

หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตลาดหุ้นไทยช่วงต้นสัปดาห์ร่วงลงไปแล้ว 150 จุด อยู่ที่ราวๆ 1,350-60 จุด (จาก 1,500 จุดเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน) แม้ว่าตอนนี้เริ่มฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้ว

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยในเวลานี้ไม่ใช่แค่ว่าโลกจะสงบสุขเมื่อไหร่ แต่คือการตั้งสติ ปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งมองหา "โอกาส" ที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตนี้ได้อย่างไร?

สมรภูมิที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกได้เห็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นขั้นสุด

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการสูญเสียระดับผู้นำสูงสุด สิ่งที่ตามมาทันทีคือโดมิโนเอฟเฟกต์ การปิดน่านฟ้าในหลายประเทศตะวันออกกลาง และเที่ยวบินหยุดชะงัก ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าปฏิบัติการนี้อาจกินเวลาต่อเนื่องถึง 4 สัปดาห์ หรืออาจยาวนานกว่านั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

นี่คือปรากฏการณ์ Negative Supply Shock ระดับโลก เมื่อภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักเกิดความสั่นคลอน และช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกมีความเสี่ยง ต้นทุนพลังงานจึงพุ่งทะยานอย่างเลี่ยงไม่ได้

สภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบไว้ 2 กรณีหลัก คือ หากสงครามจบได้ใน 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดัน GDP ไทยปี 2569 ให้ลดลงเหลือ 1.6% แต่ในกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปถึง 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ไทยให้เหลือเพียง 1.3% เท่านั้น

นอกจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งจะไปกดดันอัตราเงินเฟ้อแล้ว ความตื่นตระหนกของตลาดยังทำให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) เคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าสู่หลุมหลบภัย (Safe Havens) อย่างทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงความเสี่ยงที่รายได้จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่ตะวันออกกลางอาจหดหายไปหากต้องอพยพกลับประเทศ

เจาะลึกสมรภูมิการท่องเที่ยว: จุดเปลี่ยนที่นักลงทุนต้องรู้

การท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เราจะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 6.6 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 326,000 ล้านบาท แต่ทันทีที่น่านฟ้าตะวันออกกลางปิดลง เป้าหมายใหญ่ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 36 - 36.7 ล้านคนในปีนี้ เริ่มมีความท้าทายสูงขึ้นทันที

วิกฤตนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตัวเลขการเดินทาง โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม จำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางร่วงลงกว่า 60% ทันที ที่น่ากังวลกว่าคือ "ตลาดยุโรป" ซึ่งเป็นตลาดระยะไกล (Long-haul) ก็ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกการแวะพักที่ฮับอย่างดูไบ ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวยุโรปลดลงไปกว่า 25% ทันทีเช่นกัน

หุ้นกลุ่มไหนเสี่ยง และทำไมถึงต้องระวัง?

หากคุณถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คุณต้องแยกให้ออกระหว่าง "กลุ่มที่โดนผลกระทบโครงสร้าง" และ "กลุ่มที่ตกลงมาเพราะความตื่นตระหนก"

* กลุ่มสายการบิน (Aviation) คือพื้นที่อันตราย (High Risk)

หุ้นกลุ่มนี้กำลังเผชิญวิกฤต "โดนสองเด้ง" คือรายได้หดตัวจากผู้โดยสารที่ลดลง และต้นทุนพุ่งกระฉูดจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น น้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักถึง 26-32% ของสายการบิน

* AAV

มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมากและอาจถึงขั้นขาดทุนหากสงครามยืดเยื้อ เนื่องจากบริษัทมีกันชนกำไร (Margin Buffer) ต่ำเพียง 2% และมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาน้ำมันไว้น้อยมาก ทำให้รับแรงกระแทกไปเต็มๆ

* THAI

แม้จะได้รับผลกระทบ แต่ยังมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า เพราะมีอัตรากำไรปกติสูงถึง 13% และได้ทำ Hedging น้ำมันล่วงหน้าไว้แล้วถึง 50% ของปริมาณที่ต้องใช้ในครึ่งปีแรก

Opportunity: โอกาสทองที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ในฐานะนักลงทุน เราควรสนใจวิกฤตนี้เพราะมันกำลังสร้าง "การปรับฐานของราคา" ที่ทำให้สินทรัพย์ชั้นดีราคาถูกลง และสร้างเมกะเทรนด์ใหม่ที่ประเทศไทยได้เปรียบ

1. การเคลื่อนย้ายจุดหมายปลายทาง (Destination Shift) สู่พื้นที่ปลอดภัย

ประเทศไทยมีจุดยืนทางการเมืองที่เป็นกลางชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสแกนดิเนเวียที่เคยวางแผนไปพักผ่อนในตะวันออกกลาง จะเบนเข็มเปลี่ยนจุดหมายมายังเอเชียและไทยมากขึ้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มีฐานะยังมองไทยเป็น Safe Area ที่เหมาะสำหรับการพำนักระยะยาวและการเข้ามารับบริการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)

2. ช้อปของดีราคาถูกในกลุ่มโรงแรม (Hospitality Sector)

แม้ราคาหุ้นโรงแรมจะถูกเทขายอย่างหนัก (เช่น CENTEL -10%, MINT -9%) ในช่วงวันที่ 2 มีนาคม แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดี เพราะในความเป็นจริง รายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4-6% ของรายได้รวมของกลุ่มโรงแรมใหญ่เท่านั้น

* หุ้น MINT

ถือเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ในกลุ่มนี้ ราคาหุ้นร่วงลงมารับรู้ปัจจัยลบ (Priced-in) ไปมากที่สุดแล้ว บริษัทยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 5,000 ล้านบาทคอยพยุงราคา และยังมีแผนจัดตั้งกอง REIT ในสิงคโปร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลอีกด้วย

* หุ้น CENTEL

เป็นตัวแทนของ "คุณภาพกำไร" (Quality of Earnings) แข็งแกร่งที่สุด คาดว่ากำไรจะเติบโตโดดเด่นถึง 22% ในปี 2569 จากธุรกิจร้านอาหารในประเทศที่แข็งแกร่ง และการลดลงของผลขาดทุนจากโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์

3. กลยุทธ์ "Values over Volume" ของไทย

รัฐบาลและ ททท. ไม่ได้รอพึ่งพาแค่จำนวนคน แต่กำลังใช้ "อีเวนต์ระดับโลก" เป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High Spender) เช่น การจัดเทศกาลดนตรี Tomorrowland Thailand ที่ชลบุรีในช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่าจะสร้างการใช้จ่ายต่อหัวสูงถึง 80,000-110,000 บาท และงาน Global Wellness Summit ที่ภูเก็ต เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูงลิ่ว

4. อานิสงส์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)

เมื่อพื้นที่ตะวันออกกลางเกิดสงคราม ความต้องการนำเข้าและกักตุนอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร นี่จึงเป็นโอกาสทองที่ส่งออกไทยจะเข้าไปทดแทนส่วนที่ขาดแคลนในตลาดตะวันออกกลางได้

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย: ควรจัดการพอร์ตอย่างไร?

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง สิ่งที่ต้องมีตอนเลยคือ

* ป้องกันความเสี่ยง (Hedging)

ควรมีสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือกองทุนที่อิงสกุลเงินดอลลาร์ติดพอร์ตไว้บ้าง เพื่อเป็นเบาะรองรับยามตลาดผันผวนรุนแรง

* Underweight กลุ่มอ่อนไหว

ลดน้ำหนักหรือหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มสายการบินที่ยังไม่มีการบริหารความเสี่ยงต้นทุนน้ำมันที่ดีพอไปก่อน จนกว่าราคาน้ำมันจะเห็นสัญญาณอ่อนตัวลงที่ชัดเจน

* Overweight สินทรัพย์คุณภาพที่ถูกลง

ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ (เช่น MINT, CENTEL) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีรายได้กระจายตัวหลายภูมิภาค โดยอาศัยจังหวะที่ตลาด Panic ในการเข้าซื้อของดีในราคาที่มีส่วนลด

สงครามไม่ได้ทำลายทุกอุตสาหกรรม มันเพียงแค่ "สับเปลี่ยน" ทิศทางของกระแสเงินและผู้คน การทำความเข้าใจภาพกว้างและเจาะลึกถึงโครงสร้างรายได้ของธุรกิจอย่างแท้จริง จะช่วยให้นักลงทุนไทยมองเห็นโอกาสทำกำไรที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นควันแห่งความขัดแย้งนี้ได้อย่างแน่นอน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save