
‘ศุภจี’ หารือดีลใหญ่ 2 ทวีป! ดันแอฟริกาใต้เป็นฮับ เปิดประตูขายสินค้าไทย สู่ประชากร 1.3 พันล้านคน พร้อมหุ้นเด่นที่อาจได้แรงหนุนเต็มๆ
วันนี้ 26 มีนาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้หารือกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต การหารือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต หากแต่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันผลักดันให้แอฟริกาใต้ทำหน้าที่เป็น "ฮับ" กระจายสินค้าไทยไปยังทวีปแอฟริกาทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ดึงดูดสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากแอฟริกาใต้ เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เข้ามาจำหน่ายผ่านไทยสู่ตลาดอาเซียน
ภาพรวมการค้าสองฝ่าย เล็กแต่เติบโตเร็ว
ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับแอฟริกาใต้มีมูลค่ารวม 4,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าสูงถึง 2,444 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยส่งออก 3,227 ล้านดอลลาร์ vs. นำเข้าเพียง 783 ล้านดอลลาร์) ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าแอฟริกาใต้คือตลาดอันดับ 1 ของไทยในทวีปแอฟริกาอยู่แล้ว และรัฐบาลกำลังใช้ความสัมพันธ์นี้เป็นฐานขยายไปทั้งทวีป
สินค้าส่งออกหลักของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร โดยในการเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ชูสินค้าศักยภาพที่จะผลักดันเพิ่มเติม ได้แก่ ข้าวคุณภาพสูง (มากกว่า 5,000 ชนิดพันธุ์) อาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป รวมถึงยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แอฟริกายังมีความต้องการสูง
การประชุม JTC ระดับรัฐมนตรี
ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ตลาดควรจับตาคือการเร่งรัดจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ระดับรัฐมนตรีภายในปีนี้ หากการประชุมนี้เกิดขึ้นจริง จะนำมาซึ่งการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าแอฟริกาใต้ รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุนผ่าน BOI (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ฝ่ายไทย และ Invest SA ฝ่ายแอฟริกาใต้ ซึ่งจะยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" อย่างเป็นทางการ
หุ้นไทยที่น่าจะได้ประโยชน์โดยตรง
แม้ข่าวนี้ยังสดใหม่เกินกว่าจะมีบทวิเคราะห์เจาะจงจากโบรกเกอร์ แต่จากโครงสร้างสินค้าที่รัฐมนตรีชูในการเจรจา ทำให้นึกถึงกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจดังนี้
1. กลุ่มอาหารแปรรูปและเกษตร (Agro-Industry & Food)
เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ชัดเจนที่สุดเนื่องจากเป็นสินค้าที่รัฐมนตรีชูเป็นตัวหลักในการเจรจาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและความสมดุลทางการค้า
- CPF (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน))
มีความแข็งแกร่งในด้านการส่งออกเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป การใช้แอฟริกาใต้เป็นฮับจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในการกระจายสินค้าไปทั่วทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ CPF มีการลงทุนอยู่บ้างแล้ว สถิติการส่งออกไก่แปรรูปของไทยที่เติบโตกว่า 12.3% ในต้นปี 2568 เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ
- TU (บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน))
ในฐานะผู้นำอาหารทะเลกระป๋อง ตลาดแอฟริกาถือเป็น "Blue Ocean" ที่มีความต้องการโปรตีนราคาประหยัดและเก็บรักษาได้นาน ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาคอขวดทางการเงินจะช่วยให้ TU ขยายยอดขายในภูมิภาคนี้ได้สะดวกขึ้น
- TFG (บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน))
บริษัทมีแผนขยายการเติบโตอย่างก้าวเขินในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการส่งออกและธุรกิจค้าปลีก การเปิดตลาดแอฟริกาใต้จะเป็นช่องทางระบายสินค้าส่วนเกินจากฐานการผลิตในไทยและเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ITC (บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))
การเติบโตของยอดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ที่สูงถึง 13% ในปี 2568 สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลางและผู้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในเมือง ทำให้ ITC มีโอกาสสูงในการเจาะตลาดผ่านเครือข่ายค้าปลีกในแอฟริกา
2. กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน (Automotive Components)
ด้วยมูลค่าการค้ายานยนต์ที่ติดอันดับ 1 ในสถิติการส่งออกของไทยไปแอฟริกาใต้ หุ้นกลุ่มนี้จะได้รับผลประโยชน์จากปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นและการสนับสนุนจาก BOI
- SAT (บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)) และ AH (บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน))
ทั้งสองบริษัทเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญให้แก่ค่ายรถยนต์ที่ส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ อีกทั้งไทและแอฟริกาใช้รถพวงมาลัยขวาเหมือนกัน ทำให้ชิ้นส่วนของไทยเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง
- DELTA (บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน))
แม้ตลาดแอฟริกาจะยังเน้นเครื่องยนต์สันดาป แต่การเตรียมความพร้อมร่วมกันในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนผ่าน BOI จะเปิดช่องทางให้ DELTA เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตของแอฟริกาใต้
3. กลุ่มโลจิสติกส์และการเดินเรือ (Logistics & Shipping)
การที่ไทยประกาศใช้แอฟริกาใต้เป็นฮับ และความตึงเครียดในทะเลแดงที่บีบให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เป็นแรงบวกสองทางต่อกลุ่มนี้
- TTA (บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน))
ปริมาณการขนส่งสินค้าแห้งเทกอง (Dry Bulk) เช่น ข้าวและถ่านหิน ระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับระยะทางเดินเรือที่ไกลขึ้นจากการเลี่ยงทะเลแดง จะช่วยดันค่าระวางเรือและรายได้ของบริษัท
- SJWD (บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน))
ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าและ Cold Chain การไหลเข้าของสินค้าเกษตรจากแอฟริกาใต้ (แอปเปิล, แพร์, ไวน์) สู่ไทยเพื่อกระจายในอาเซียน จะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากการบริหารศูนย์กระจายสินค้าฮับภูมิภาค
⚡️ ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
ควรตระหนักว่าทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้น "แผนนโยบาย" ผลลัพธ์ที่แท้จริงต้องรอให้การประชุม JTC เกิดขึ้นและมีการลงนามความตกลงที่เป็นรูปธรรม การค้าไทย-แอฟริกาใต้มูลค่า 4,010 ล้านดอลลาร์ยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ หรือจีน แรงขับเคลื่อนหลักของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ยังคงมาจากปัจจัยภายในประเทศและตลาดส่งออกหลัก
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของรัฐบาลในการกระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และแอฟริกาใต้ในฐานะประตูสู่ตลาด 1.4 พันล้านคนในทวีปแอฟริกา ถือเป็น "ตลาดใหม่" ที่มีศักยภาพที่ไม่ควรมองข้าม
⚠️ บทความนี้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและรับผิดชอบการตัดสินใจด้วยตนเอง
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
