ฝันร้าย Stagflation เมื่อตะวันออกกลางเดือด-ทุบหุ้นป่วน : เปิดคัมภีร์รับมือสึนามิเงินเฟ้อ ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซลุกเป็นไฟ

ฝันร้าย Stagflation เมื่อตะวันออกกลางเดือด-ทุบหุ้นป่วน : เปิดคัมภีร์รับมือสึนามิเงินเฟ้อ ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซลุกเป็นไฟ

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

13 March 2026

คำเตือนจากอิหร่านเรื่องราคาน้ำมันดิบที่อาจทะยานแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่ใช่แค่คำขู่ทางการทหาร แต่กำลังเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของฝันร้ายที่นักเศรษฐศาสตร์กลัวที่สุดอย่าง 'Stagflation'

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก กำลังถูกบีบให้แคบลง เงินเฟ้อที่ดูเหมือนจะควบคุมได้แล้วก่อนหน้านี้กำลังพลิกกลับมา และธนาคารกลางทั่วโลกกำลังถูกต้อนให้จนมุม คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าตลาดจะผันผวนหนักแค่ไหน แต่คือ 'เราจะปรับหมากอย่างไรให้พอร์ตยังอยู่รอด และหาโอกาสทำกำไรในวิกฤตครั้งนี้ต่างหาก'"

ปฐมบทแห่งวิกฤตพลังงานรอบใหม่ และจุดสกัด "ช่องแคบฮอร์มุซ"

สถานการณ์ความตึงเครียดก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตเมื่อกองบัญชาการทหารของอิหร่านออกคำเตือนที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์และสูงกว่าราคาปัจจุบันถึงกว่า 2 เท่าตัว ปัจจัยนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นทันทีกว่า 4% ภายในวันเดียว

แม้ว่าหน่วยงานระดับโลกอย่าง ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะพยายามแทรกแซงตลาดอย่างหนักด้วยการประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ครั้งใหญ่ถึง 400 ล้านบาร์เรล ประกอบกับกลุ่มโอเปก (OPEC) นำโดยซาอุดีอาระเบียที่เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนต่าง แต่ความพยายามเหล่านี้กลับ “ยังไม่ค่อยได้ผล” ในการคลายความกังวลของนักลงทุนสักเท่าไหร่นัก

ทำไมตลาดถึงยังกังวลอยู่?

คำตอบอยู่ที่ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) นั่นแหละครับ

อิหร่านยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีเรือขนส่งในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ช่องแคบแห่งนี้คือหัวใจหลักของอุปทานพลังงานโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุด หากเส้นทางนี้ถูกปิดตายหรือเกิดความชะงักงันระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพง แต่คือ "วิกฤตขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่" ที่มาตรการอัดฉีดน้ำมันสำรองของ IEA ก็ไม่อาจต้านทานได้

ตัวเลขลวงตา และเงาทะมึนของภาวะ "Stagflation"

Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน) คือฝันร้ายทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสองสภาวะที่ปกติมักจะไม่เกิดพร้อมกันครับ นั่นคือ ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าหรือหยุดนิ่ง (Stagnation) ซึ่งหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจซบเซา และอัตราการว่างงานสูงขึ้น มาบรรจบกับ ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ราคาสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาพการณ์นี้เปรียบเสมือนการถูกโจมตีจากสองฝั่ง เพราะประชาชนและภาคธุรกิจมีรายได้ลดลงหรือตกงาน แต่กลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่แพงหูฉี่จากต้นทุนที่พุ่งสูง (เช่น ราคาน้ำมันแพงจากสงคราม)

ความน่ากลัวที่สุดของ Stagflation อยู่ที่ "ความยากลำบากในการใช้นโยบายแก้ปัญหา" ครับ เพราะเครื่องมือหลักของธนาคารกลางมักจะส่งผลขัดแย้งกันเอง หากธนาคารกลางเลือกที่จะ "ลดดอกเบี้ย" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ก็จะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้ราคาสินค้าแพงขึ้นไปอีก

แต่ในทางกลับกัน หากเลือกที่จะ "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อสกัดเงินเฟ้อให้ลดลง ก็จะยิ่งบีบรัดเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้ถดถอยหนักกว่าเดิม (Recession) จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมภาวะนี้ถึงเป็นสถานการณ์ที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายไม่ค่อยชอบกันเท่าไหร่

เมื่อหันมามองตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระทรวงแรงงานเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปรับตัวขึ้น 2.4% แม้ตัวเลขนี้จะดูเหมือนสอดคล้องกับการคาดการณ์ แต่นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนต่างรู้ดีว่า นี่คือตัวเลขในอดีต (Lagging Indicator) ที่ยังไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ

แรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคม จะกลายเป็น "คลื่นสึนามิเงินเฟ้อ" ลูกใหม่ที่จะซัดกระหน่ำตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสถัดไป

สถานการณ์เช่นนี้ส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะ Stagflation ที่อาจจะมาเคาะประตูในไม่ช้า

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำของไทย ทั้ง SCB EIC และ วิจัยกรุงศรี ต่างประเมินทิศทางเดียวกันว่า หากสงครามลุกลามเป็นระดับภูมิภาคและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปยืนเหนือ 110-130 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 55%) จะทำให้เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้น 3-4.5% และอาจฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ไทยให้ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6% ถึง 0.9% เลยทีเดียว

ทางแพร่งของ FED และความปั่นป่วนในตลาดทุน

ภาวะ Stagflation ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ตกอยู่ในที่นั่งลำบากที่สุดในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เฟดต้องเผชิญกับทางเลือกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่าง

1. คง/ลดดอกเบี้ย เพื่อประคองเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง (แต่แลกมาด้วยการปล่อยให้เงินเฟ้อทะลุเพดาน)

2. ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทุบเงินเฟ้อให้ดับ (แต่แลกมาด้วยการฆ่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสี่ยงต่อสภาวะถดถอยอย่างรุนแรง)

นักลงทุนควรปรับตัวและหาโอกาสอย่างไร?

ในสภาวะที่ความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดเงิน ทั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและเงาทะมึนของภาวะ Stagflation กุญแจสำคัญไม่ใช่การตื่นตระหนกและเทขายทุกอย่างทิ้ง แต่คือการ "จัดพอร์ตโฟลิโอใหม่เพื่อรับแรงกระแทก" เพราะความผันผวนของตลาดโลก มักมาพร้อม “โอกาสลงทุน” เสมอ

1. เคลื่อนย้ายเม็ดเงินสู่ "หุ้นหลบภัย" (Defensive Stocks)

เมื่อความเสี่ยงเชิงระบบเพิ่มสูงขึ้น กลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดคือการย้ายเงินทุนเข้าสู่หุ้นที่มีความมั่นคงสูง (Defensive Stocks) ซึ่งเป็นธุรกิจที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต มีรายได้และกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ และได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจที่ชะลอตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงมักมีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ

อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Pi Research ได้ทำการคัดกรอง 13 หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในตลาดหุ้นไทย ที่มีศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนจากความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหลักๆ ดังนี้

* กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE): ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันจำกัด
* กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, TIDLOR): ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ความต้องการสินเชื่อรายย่อยเพื่อเสริมสภาพคล่องจะยิ่งมีความจำเป็นสูง
* กลุ่มธนาคาร (KTB, KBANK, SCB, TISCO, KKP): เสาหลักของเศรษฐกิจไทยที่มีโครงสร้างรายได้หลากหลาย และหลายธนาคารมีจุดเด่นเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูง ช่วยกันชนความผันผวนของพอร์ตได้ดี
* กลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้า (CPALL, CPN): ธุรกิจที่มีเครือข่ายครอบคลุมและพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
* กลุ่มโรงพยาบาล (BCH): บริการด้านสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน (Inelastic Demand) ที่ผู้คนต้องใช้บริการในทุกภาวะเศรษฐกิจ

2. เปลี่ยน Sentiment เชิงลบ เป็นจังหวะ "Buy on Dip"

แม้หุ้นในกลุ่ม Defensive จะมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ในช่วงที่ตลาดเกิดภาวะ Panic Sell จากปัจจัยความกังวลภายนอก ราคาหุ้นเหล่านี้ก็อาจถูกกดดันให้ปรับตัวลงตามอารมณ์ของตลาดโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องมองให้ออกว่า การปรับตัวลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แย่ลง แต่เป็น "โอกาสทอง" สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี กระแสเงินสดเยี่ยม ในราคาที่มีส่วนลด

3. ระวังกับดักสภาพคล่องในสินทรัพย์เสี่ยงสูง

นอกจากการสะสมหุ้น Defensive แล้ว ในฝั่งของการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) นักลงทุนต้องระมัดระวังตามสัญญาณเตือนจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan ที่เริ่มคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Private Credit หรือตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield Bond) กำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง นักลงทุนจึงควรลดน้ำหนักในสินทรัพย์กลุ่มนี้ลงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

4. จัดพอร์ตให้สมดุล (Portfolio Rebalancing)

รับมือความไม่แน่นอน ในยุคที่โลกเผชิญกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมุ่งเน้นแต่หุ้นเติบโต (Growth Stocks) เพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป การจัดพอร์ตลงทุนให้สมดุลโดยมีหุ้นกลุ่ม Defensive เป็น "แกนกลาง" (Core Portfolio) จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม พร้อมเปิดโอกาสให้เงินทุนงอกเงยในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

บทสรุปของวิกฤตครั้งนี้สอนให้รู้ว่า ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังเปราะบาง ทิศทางการลงทุนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตัวเลขผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ "ภูมิรัฐศาสตร์" ได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ ผู้ที่สามารถบริหารความเสี่ยงและเลือกหลบภัยในสินทรัพย์ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิการลงทุนที่ผันผวนนี้ได้ครับ

⚠️ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น หากนักลงทุนสนใจลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save