หุ้นที่น่าสนใจในยามสงคราม คือ หุ้นดีที่ราคาตก และจ่าย ปันผลตอบแทนได้เกิน 3% ขึ้นไป

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

23 March 2026

"ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ" คำกล่าวนี้ยังคงเป็นอมตะในโลกการลงทุน โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์โลกตึงเครียดอย่างกรณีความขัดแย้งในอิหร่านที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดหุ้น

ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่นักลงทุนส่วนใหญ่พากันเทขายเพื่อเอาตัวรอด ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนระดับตำนาน กลับมองว่านี่คือ "จังหวะสำคัญ" ในการพลิกสถานการณ์ให้เป็นโอกาส โดยท่านได้ถ่ายทอดมุมมองผ่านบทความ “VI ลงทุนแบบไหนในยามสงคราม” ที่ได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ไว้อย่างน่าสนใจ

กับดักที่นักลงทุนรายย่อยมักพลาดท่า

ก่อนจะมองหาโอกาส เราต้องเข้าใจก่อนว่า "ความผิดพลาด" ของคนส่วนใหญ่ในยามสงครามเกิดจากอะไร ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์ว่ารายย่อยมักติดกับดักทางอารมณ์ใน 2 จังหวะสำคัญ คือ

1. นักลงทุนรายย่อยมัก “ออกตัวช้า” มักรอดูสถานการณ์จนดัชนีร่วงลงไปแล้ว 10-20% ถึงค่อยเริ่มเทขายด้วยความกลัว

2. นักลงทุนรายย่อยมัก “เข้าเร็วเกินไป” เมื่อเห็นราคาดีดตัวกลับทางเทคนิค (Correction) ก็รีบกระโดดเข้าใส่เพราะกลัวตกรถ (FOMO) ก่อนที่ราคาจะดิ่งลงลึกกว่าเดิมจนพอร์ตเสียหายหนัก

วิถี VI นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว

ในทางกลับกัน นักลงทุนสาย VI จะยึดมั่นใน "มูลค่าที่แท้จริง(Intrinsic Value)” เป็นที่ตั้ง โดยไม่ปล่อยให้เสียงรบกวนระยะสั้นมาสั่นคลอนการตัดสินใจ กลยุทธ์สำคัญที่ ดร.นิเวศน์ เน้นย้ำเพื่อตามรอย วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ

“การสำรองเงินสด” เพื่อรอช้อน "หุ้นดีในราคาถูก" ที่จะปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ในช่วงวิกฤติ พร้อมทั้งต้องมีศิลปะแห่งการรอคอย เพราะการเป็น VI พันธุ์แท้ต้องอาศัยความใจเย็นและอดทนสูง เพื่อรอจังหวะที่ได้เปรียบที่สุด

กลยุทธ์ "Selective Buy" ในยามสงคราม

ดร.นิเวศน์ แนะนำให้โฟกัสไปที่การเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน หากสงครามกดดันให้ราคาหุ้นเหล่านี้ตกลงมาจนมี อัตราปันผลตอบแทนสูงกว่า 3% ขึ้นไป ถือเป็นโอกาสทองที่ไม่ควรพลาด แม้ราคาอาจจะยังผันผวนในระยะสั้น แต่ปันผลที่สม่ำเสมอจะเป็นเกราะป้องกัน และราคาจะฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด

จากการสำรวจข้อมูลผ่าน settrade.com โดย The Money Trends พบหุ้น 15 ตัวที่มีผลตอบแทนปันผลย้อนหลัง 3 ปีสูงกว่า 5% และมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน โดยมีตัวอย่างหุ้นเด่น (อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 68 ที่ 10% - 12.9% ต่อปี) ดังนี้

SPCG (บมจ. เอสพีซีจี) = 12.9%
AKR (บมจ. เอกรัฐวิศวกรรม) = 11.49%
ROJNA (บมจ. สวนอุตสาหกรรมโรจนะ) = 11.36%
GPI (บมจ. กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล) = 10.76%
GC (บมจ. โกลบอล คอนเน็คชั่นส์) = 10%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือคัดกรองเท่านั้น หากต้องการเป็นนักลงทุนสาย VI ตัวจริง ในภาวะสงครามเช่นนี้ ต้องประเมินโอกาสการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องพิจารณาว่า "มูลค่าที่แท้จริง” เมื่อเทียบกับราคาในกระดานนั้นเหมาะสมหรือไม่

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาและวางแผนกลยุทธ์การลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชี้นำให้ซื้อขายหุ้นแต่อย่างใด

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save