โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง Timeline ต่อไปที่ต้องจับตา พร้อมโอกาสลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง Timeline ต่อไปที่ต้องจับตา พร้อมโอกาสลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

05 February 2026

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการประชันนโยบาย "ขายฝัน" ของเหล่าพรรคการเมือง คำถามที่สำคัญกว่า "ใครจะชนะ?" คือเศรษฐกิจไทยที่โตเพียง 1-2% มานับทศวรรษ จะรอดพ้นจากภาวะชะงักงันได้จริงหรือ? หรือนโยบายเหล่านี้เป็นเพียง "ยาแก้ปวด" ที่ไม่ได้รักษาโรคเรื้อรัง

Timeline การลงทุนที่ต้องจับตา:

  • 1-7 ก.พ. 69 (Pre-Election): ช่วงกอบโกยผลตอบแทนจาก "ความคาดหวัง" สถิติชี้ว่า SET Index มีโอกาสบวกเฉลี่ย 3.1% ในช่วงนี้

  • 8 ก.พ. 69 (Election Day): จับตาผลคะแนนเบื้องต้น หากคะแนน "ขาด" (Landslide) หรือเห็นภาพพรรคร่วมชัดเจน ตลาดจะตอบรับเชิงบวก/ลบในวันจันทร์ถัดไป

  • ปลาย ก.พ. - มี.ค. 69 (Post-Election): ระวังแรงขาย Sell on Fact โดยเฉพาะหากการเจรจาตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ หรือมีเงื่อนไข "หักหลัง" ระหว่างพรรคร่วม

แต่ไม่ว่า "ขั้วไหน" จะได้จัดตั้งรัฐบาล นี่คือ 3 โจทย์หินทางเศรษฐกิจที่รอรับน้อง และเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องรู้เท่าทัน

1. เมื่อ "ประชานิยมค่าไฟ" บดบังการปฏิรูปพลังงาน

หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองแข่งกันนำเสนอนโยบายคือ "ลดค่าไฟฟ้า" ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและใช้เงินงบประมาณมหาศาล (เช่น ในปี 2566 รัฐและ ปตท. ต้องทุ่มงบอุดหนุนรวมถึง 5.5 พันล้านบาท เพื่อตรึงราคา) แต่กลับไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง

ความจริงที่น่าเสียดายคือ ไทยมีศักยภาพทางเทคนิคด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 300 GW แต่เรานำมาใช้จริงเพียง 5 GW เท่านั้น ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามก้าวกระโดดไปไกลกว่าเรามาก หากไทยยังติดอยู่กับการอุดหนุนราคาและไม่เร่ง Energy Transition เราจะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% ภายในปี 2035 ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวนและวิกฤตความสามารถในการแข่งขันจากมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM)

2. เกษตรกร งบอุดหนุนมหาศาลกับผลิตภาพที่หยุดนิ่ง 25 ปี

เรามักถูกทำให้เชื่อว่าการ "พักหนี้" หรือ "อุดหนุนเงินสด" คือทางออกของเกษตรกร แต่สถิติกลับบ่งชี้ว่านี่คือการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" รัฐบาลทุ่มงบปีละ 50,000 - 100,000 ล้านบาท แต่ผลิตภาพ (Productivity) ของไทยกลับเท่าเดิมมาตลอด 25 ปี จนถูกเวียดนามและจีนทิ้งห่าง

ความไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างเห็นได้ชัดจากตัวเลข:

  • ภาคเกษตรใช้ทรัพยากร แรงงาน 30%, ที่ดิน 40%, และน้ำถึง 80% ของประเทศ
  • แต่สร้างมูลค่า ให้ GDP ได้เพียง 8-9% เท่านั้น

การปฏิรูปที่แท้จริงต้องไม่ใช่การพักหนี้ซ้ำซาก แต่คือการยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องที่ "เจ็บปวด" และใช้เวลานานจนพรรคการเมืองมักหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงในฐานะนโยบายหาเสียง

3. เครื่องยนต์ใหม่ที่รอการ "ปลดล็อก" นโยบาย

ท่ามกลางวิกฤตไทยยังมีโอกาสมหาศาลในอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่โลกต้องการ แต่ยังต้องการการสนับสนุนเชิงนโยบาย

Hard Disk Drive (HDD)

ข้อมูลที่น่าทึ่งคือ 80% ของ HDD ทั่วโลกผลิตในไทย นี่คือห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลกดิจิทัลที่นโยบายรัฐควรต่อยอดสู่ Data Center และ AI

การแปรรูปอาหาร (Food Processing)

นี่คือกุญแจสำคัญที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็น "เทอร์โบ" คือการเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อนำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนที่จะปิดกั้นเพื่อปกป้องความไร้ประสิทธิภาพแบบเดิมๆ

Fandom Tourism

กรณีศึกษาของลิซ่า (LISA), หมูเด้ง และน้องหมีเนย สะท้อนถึงศักยภาพของ Soft Power ไทยที่ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ ป๊อบสตาร์และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลอื่น ๆ จึงอาจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ที่จะมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ติดตาม เพื่อให้เกิดการรับรู้ที่เหนือกว่าการเฝ้ามองไอดอลผ่านหน้าจอเท่านั้น

มองข้ามการเมือง สู่เทรนด์ลงทุนที่ 'ไม่ผันแปรตามผลเลือกตั้ง'

สำหรับนักลงทุน การวิเคราะห์ว่าพรรคไหนจะชนะอาจให้ผลตอบแทนเพียงระยะสั้นในช่วง Election Rally แต่ "ผู้ชนะที่แท้จริง"

📍 InnovestX Securities (INVX) มองว่า ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยให้เกิด Election Rally และเปิดโอกาสการลงทุนระยะสั้น โดยสถิติย้อนหลังชี้ว่าตลาดมักให้ผลตอบแทนดีตั้งแต่ราว 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง จนถึงประมาณ 1 เดือนหลังเลือกตั้ง

INVX แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
ระยะก่อนเลือกตั้ง เน้นหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการหมุนเวียนเศรษฐกิจ การใช้จ่ายและความคาดหวังนโยบาย

เช่น

  • ค้าปลีก / ห้างสรรพสินค้า CPALL, BJC, CPN
  • อาหาร & เครื่องดื่ม GFPT, OSP
  • สินเชื่อรายย่อย MTC, SAWAD, TIDLOR

ระยะหลังรู้ผลเลือกตั้งและตั้งรัฐบาล เน้นหุ้น Big Cap ที่คาดว่าจะได้แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ เช่น กลุ่มธนาคาร สื่อสาร พลังงาน และวัสดุก่อสร้าง

เช่น

  • กลุ่มธนาคาร BBL, KTB, KBANK
  • สื่อสาร ADVANC, TRUE
  • พลังงาน & กำลังผลิตไฟฟ้า PTT, GULF, GPSC
  • ก่อสร้าง & วัสดุก่อสร้าง STECON, CK, SCC

📍 ข้อมูลจากหลักทรัพย์บัวหลวง วิเคราะห์ว่าสำหรับหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่

1. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการบริโภค และเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่น ค้าปลีก (CPALL) อสังหา (CPN) การเงิน (KTC SAWAD) โรงแรมร้านอาหาร (MINT ERW CENTEL) ขนส่ง (BEM AOT)

2. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะรถไฟความเร็วสูง รวมถึง land bridge กลุ่มรับเหมา (CK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA)

3. กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมธุรกิจสีเขียว เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM WHAUP) กลุ่ม EV (NEX FORTH) กลุ่ม Green Tech (DITTO) ที่มา : BLS Research

📍 ข้อมูลจากสำนักข่าว PPTV และ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI ระบุว่า

เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น่าจะเป็นพรรคที่มีจำนวนส.ส. มากสุดเป็นอันดับสอง และน่าจะเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ หุ้น Top pick ในปัจจุบันของฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, ERW, GULF, MOSHI, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA

บทสรุปและมุมมองสู่อนาคต

อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ถูกกำหนดด้วย "สัญญาหาเสียง" ที่เน้นการแจกจ่ายหรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบประชานิยม แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของผู้นำและประชาชนในการ "ยอมรับความจริงที่เจ็บปวด" เกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล้าหลัง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save