
กู้เพิ่ม สู้ Stagflation จากวิกฤตค่าครองชีพ สู่ธีมลงทุน EV อ่านเกม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เมื่อหนี้สาธารณะแตะเพดาน นักลงทุนหุ้นไทยควรวางกลยุทธ์อย่างไร?
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีลงมติอนุมัติสิ่งที่หลายคนอาจมองว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดของปีนี้ นั่นคือการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่กำลังบีบรัดคนไทยอยู่ในขณะนี้ ตัวเลขนี้ไม่เล็กน้อยเลย มันเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินกว่า 10% ของทั้งปี และจะผลักระดับหนี้สาธารณะของประเทศให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 68.18% ต่อ GDP ซึ่งเกือบแตะเพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 70% พอดี
ก่อนจะตัดสินว่านโยบายนี้ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี มาทำความเข้าใจก่อนว่า เขากู้มาทำอะไร และมันเกี่ยวอะไรกับการลงทุนของคุณ
วิกฤตที่มาเป็นคลื่น ไม่ใช่คลื่นเดียว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบายสถานการณ์ได้ตรงจุดมากว่า ตอนนี้ไทยกำลังเผชิญวิกฤตที่มาเป็น 3 ระลอกซ้อนกัน
- ระลอกแรกคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ระลอกที่สองคือต้นทุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ตามมาติดๆ
- ระลอกที่สามซึ่งน่ากลัวที่สุดคือกำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มหดตัวลง ผลก็คือธุรกิจถูกบีบทั้งสองทาง รายได้ลด แต่ต้นทุนสูงขึ้น
ภาพนี้มีชื่อเรียกในวงการเศรษฐศาสตร์ว่า Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจหดตัวในเวลาเดียวกัน ซึ่ง IMF เองก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตได้เพียง 1.6% เท่านั้น ต่ำที่สุดในรอบหลายปี รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้เครื่องมือพิเศษคือ พ.ร.ก. ซึ่งออกได้เร็วกว่ากฎหมายปกติ เพราะในวิกฤต ความเร็วสำคัญพอๆ กับขนาดของมาตรการ
เงิน 4 แสนล้าน ไปที่ไหนบ้าง?
รัฐบาลแบ่งการใช้เงินออกเป็นสองก้อนเท่าๆ กัน คือก้อนละ 200,000 ล้านบาท
ก้อนแรกเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ทั้งโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่รัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% กำหนดกรอบเบื้องต้นไว้ที่ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท รวมถึงการปรับปรุงและเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิม 13.2 ล้านคนไม่ได้ถูกทบทวนมาถึง 9 ปีแล้ว ผู้ที่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่จะได้รับเงินเพิ่มเติม 4,000 บาท คาดเปิดลงทะเบียนปลายพฤษภาคม 2569 นี้
ก้อนที่สองน่าสนใจกว่ามากในมุมนักลงทุน นั่นคือเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมพลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) สถานีชาร์จ การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างคาร์บอนเครดิต เหล่านี้คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่แพง ซึ่งในปัจจุบัน ไทยถือว่าพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงที่สุดอันดับต้นๆ ของเอเชีย
หนี้ 68% ต่อ GDP น่ากลัวแค่ไหน และมันจะลงมาได้ไหม?
นี่คือคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวล และคำตอบมีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ต้องจับตา
ข้อเท็จจริงคือ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 12.6 ล้านล้านบาท หรือ 66.09% ต่อ GDP หลังการกู้ครั้งนี้จะขึ้นไปที่ 68.18% และประมาณการว่าถึงสิ้นปีงบประมาณ 2570 อาจสูงถึง 69.88% ยังไม่แตะเพดาน 70% แต่ก็เรียกว่าใกล้มากจนแทบแตะได้
คำถามที่หลายคนสงสัยต่อมาก็คือ "หนี้จะลงมาได้ไหม?"
คำตอบที่เราไปค้นมาพบว่า “ยากมากในระยะสั้น” เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะกลาง (MTFF) รัฐบาลตั้งเป้าลดขาดดุลลงให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 แต่ปีนี้ขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของ GDP การที่หนี้จะลดลงมาอย่างมีนัยสำคัญได้ ต้องอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งในสภาพแวดล้อมปัจจุบันยังไม่แน่นอน แม้ Krungsri Research จะคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายในครึ่งปีแรก 2569 เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวที่ 2.2% ในปี 2570
สิ่งที่ทำให้ยังพอหายใจได้คือ อัตราดอกเบี้ยยังบริหารจัดการได้ รัฐบาลมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจน และที่สำคัญ ประเทศอื่นในเอเชียหลายแห่งมีหนี้สูงกว่านี้มากโดยยังไม่เกิดปัญหา แต่ระดับภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐที่คาดว่าจะสูงถึง 15.2% ภายในปี 2572 เป็นตัวเลขที่เอเจนซีจัดอันดับเครดิตจับตาอยู่อย่างใกล้ชิด
ลงทุนต่อยังไงดี?
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย นโยบายนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนใน 3 กลุ่มธุรกิจ
กลุ่มแรกที่น่าจับตาคือ พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสะอาด
เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนงานที่สองนั้น ต้องไหลผ่านห่วงโซ่อุปทานที่ประกอบด้วยผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ บริษัทพลังงานทดแทน ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอน ตลาดพลังงานทดแทนในไทยมีแนวโน้มเติบโต 4-5% ต่อปีตามรายงานของ Krungsri Research และ Gulf Development หรือ GULF เพิ่งระดมทุน 60,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน 27 โครงการ แสดงให้เห็นว่า Private Sector เชื่อมั่นในทิศทางนี้จริง
กลุ่มที่สองคือ การค้าปลีกและอุปโภคบริโภค
มาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่ส่งเงินตรงถึงมือประชาชน 30 ล้านคนในระยะเวลาสั้นๆ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระดับฐานราก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อธุรกิจค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และอาหาร
กลุ่มที่สามคือ ภาคเกษตรและ SME
การที่รัฐเข้ามาลดต้นทุนพลังงานและให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง จะช่วยประคองรายได้ภาคเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตร สินเชื่อเกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจ
นักลงทุนที่ฉลาดต้องมองทั้งสองด้าน ความเสี่ยงที่ชัดเจนของนโยบายนี้มีหลายจุด
1. ความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง เมื่อหนี้ใกล้เพดาน 70% รัฐบาลมีพื้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลงมากหากเกิดวิกฤตรอบใหม่
2. ความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพการใช้จ่าย การกระจายเงิน 200,000 ล้านบาทไปยังโครงการพลังงานหลายร้อยโครงการในระยะเวลาสั้นเปิดช่องให้เกิดความสูญเปล่าหรือทุจริตได้
3. ความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติ้ง ปัจจุบันไทยอยู่ที่ BBB+ หากอัตราส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐเพิ่มขึ้นเกินกรอบที่เอเจนซีกำหนด อาจกระทบต้นทุนการกู้ยืมในอนาคต
พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็ไม่ใช่หายนะ
พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทคือการแลกระหว่างความเสี่ยงระยะสั้น (วิกฤตค่าครองชีพ + stagflation) กับความเสี่ยงระยะกลาง (หนี้สาธารณะสูงขึ้น + พื้นที่การคลังแคบลง) สิ่งที่รัฐบาลทำถูกต้องคือการไม่ทุ่มเงินทั้งหมดไปแจกอย่างเดียว แต่แบ่งครึ่งหนึ่งไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระยะยาวซึ่งมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนกลับมาได้จริง
สำหรับนักลงทุน นี่คือสัญญาณให้มองธีมพลังงานสะอาด เทคโนโลยี EV และการบริโภคภายในประเทศด้วยความสนใจมากขึ้น พร้อมกับติดตามตัวเลขหนี้สาธารณะ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพราะตัวเลขเหล่านี้จะบอกได้ว่าการพนันครั้งนี้ของรัฐบาลจะออกหัวหรือออกก้อย
กำหนดการที่ต้องจับตาต่อไปคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่จะมีการชี้แจงต่อสภาทั้งสองสภา และวันที่ 19 พฤษภาคม ที่จะเสนอโครงการไทยช่วยไทย พลัส เข้า ครม. และปลายเดือนพฤษภาคมที่จะเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
