
ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation “เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจชะงัก” หากสงครามอิหร่านลากยาว เตรียมรับมือ เงินเฟ้อ 2 ระลอกทั้ง Cost-push และ Demand-pull | โดย ผศ.ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มศว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตาแบบรายวัน โดยเฉพาะคำขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันกว่า 20% ของโลก ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบให้พุ่งทะยานจาก 60 ดอลลาร์ สู่ระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสัปดาห์เดียว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดุลย์ ศุภนัท คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้วิเคราะห์ผ่าน The Money Trends ไว้อย่างน่าสนใจว่า หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะติดหล่มภาวะ Stagflation อีกครั้ง
ทำความเข้าใจ “Stagflation” ฝันร้ายของนักเศรษฐศาสตร์
โดยปกติแล้ว "เศรษฐกิจไม่โต" กับ "ของแพง" มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะเมื่อคนไม่มีเงินจับจ่ายราคาสินค้าก็ควรจะลดลง แต่ Stagflation คือ ภาวะที่น่ากังวลที่สุด เพราะมันคือส่วนผสมของ Stagnation (เศรษฐกิจชะงัก) และ Inflation (เงินเฟ้อสูง) ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยากเป็นสองเท่า
Stagnation 3 ปัจจัยขับเคลื่อน “เศรษฐกิจชะงัก” ในไทย
1. ท่องเที่ยวทรุด GDP โทรม
เมื่อเกิดสงคราม สายการบินต้องบินอ้อม ต้นทุนตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางจะหายไปทันที อาจฉุด GDP ไทยให้เหลือเพียง 1.6% หรือต่ำกว่านั้น
2. กำลังซื้อหดตัว
ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว เมื่อเจอค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ประชาชนจะเริ่มรัดเข็มขัดจนการบริโภคในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจอาจหยุดชะงักได้
3. ตลาดทุนปั่นป่วน
นักลงทุนเกิดความตื่นตระหนก ทำให้มีแรงเทขายในตลาดหุ้นอย่างหนัก เห็นได้ชัดจากการเกิด Circuit Breaker ในตลาดหุ้นไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนักลทุนส่วนมากได้ย้ายเงินทุนหนีไปยังสินทรัพย์ที่ดูปลอดภัยกว่า หรือเรียกว่า Safe Haven อย่างเช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ส่งผลให้ปัจจุบันเงินบาทกำลังเผชิญแรงกดดันจากการที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนโยกเงินไปหาผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าในสหรัฐฯ ที่น่าสนใจ ผศ.ดร.อดุลย์ มองว่า "สินทรัพย์ปลอดภัย" ในยุคนี้ไม่ได้มีแค่ทองคำ แต่รวมไปถึง อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา ที่กลายเป็น "Safe House" หรือบ้านหลังที่สองสำหรับเศรษฐีต่างชาติที่ต้องการลี้ภัยสงครามในระยะยาว
Inflation 2 สาเหตุขับเคลื่อนให้เกิด “เงินเฟ้อ” ในไทย
การที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนไทยที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าในหน้าร้อน และค่าขนส่ง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึง 2 ระลอก คือ
1. ระลอกแรก Cost-push Inflation (เงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต)
ซึ่งกำลังเกิดในขณะนี้ และอาจรุนแรงขึ้น หากสถานการณ์ลากยาว เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนของภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง หรือวัตถุดิบอาหาร จะสูงขึ้นทันที ผู้ผลิตจึงต้องผลักภาระมาที่ราคาสินค้า ทำให้ของแพงขึ้นแม้ความต้องการซื้อจะไม่ได้เพิ่มขึ้นก็ตาม
2. ระลอกสอง Demand-pull Inflation (เงินเฟ้อจากความต้องการซื้อ)
หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนเกิดความไม่แน่นอน ประชาชนจะเริ่มตื่นตระหนกและแห่กักตุนสินค้าจำเป็น รวมถึงน้ำมัน เมื่อมีความต้องการซื้อพุ่งสูงเกินกว่าปริมาณสินค้าที่มีในตลาด จะกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาสินค้าและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นไปอีกทบหนึ่ง
การรับมือภาวะ Stagflation ของไทย
ในด้านการรับมือ รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาน้ำมันและค่าพลังงานเพื่อลดค่าครองชีพเบื้องต้น ซึ่งหลายฝ่ายประเมินว่าอาจพยุงได้ประมาณ 15 วัน ถึง 1 เดือน
รวมถึงอาจต้องพิจารณาลดสัดส่วนการส่งออกน้ำมันของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเก็บไว้ใช้เองหากเข้าตาจน
นอกจากนี้อาจต้องมองหามาตรการประหยัดพลังงาน เช่น กลับมาใช้ Work from Home หรือการหาแหล่งพลังงานทดแทน
ที่สำคัญคือการแก้ปัญหาด้วยนโยบายการเงินในตอนนี้ทำได้ยากมาก เพราะหากลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง แต่หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ เศรษฐกิจก็จะยิ่งพังทลาย ส่วนภาคประชาชน ต้องหันมาประหยัดพลังงาน วางแผนการเดินทาง และรัดเข็มขัดการใช้จ่ายอย่างจริงจัง
ผศ.ดร.อดุลย์ ทิ้งท้ายว่า บทเรียนสำคัญจากวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19 จนมาถึงสงครามครั้งนี้ คือ การที่ประเทศของเราพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ทั้งการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 58-60% จากตะวันออกกลาง และการพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก
ดังนั้น มองว่าประเทศที่จะอยู่รอดได้ดีที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตโลก คือประเทศที่สามารถ "พึ่งพาตัวเองได้" เราจำเป็นต้องหาทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจด้วยตัวเราเอง เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันในการรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของโลกในอนาคต
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
