“ค่าเงินบาท” กับ “โอกาสลงทุน” เมื่อแนวโน้ม 10 – 15 ปีข้างหน้า “เงินบาทยังคงแข็งค่า” เฉลี่ย 1.45 % ต่อปี
ในช่วงที่ผ่านมา เราจะได้ยินกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าเงินบาทอยู่ในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนตัวลงง่ายๆ จนล่าสุดตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยต่างๆ ได้ดันให้เงินบาททำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 4 ปี
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 31.02-31.04 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่ออ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ Jitta Wealth จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระดับค่าเงินบาทในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างมาก
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย และสำนักข่าว Thai PBS รายงานตรงกันว่า เงินดอลลาร์เผชิญแรงขายอย่างหนักจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งมีส่วนส่งผลทางอ้อมให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย
ในขณะเดียวกัน บทวิเคราะห์จาก KSecurities ได้ประเมินกลไกการดูแลค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่พยายามเข้ามาแทรกแซงด้วยการซื้อดอลลาร์และดูดซับสภาพคล่องเงินบาทกลับออกมา หรือที่เรียกว่า Sterilized Intervention ซึ่งพบว่าเป็นวิธีที่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้
เมื่อประเมิน แนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะสั้นและระยะกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวเบื้องต้นไว้ที่ 30.90-31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับมุมมองทางเทคนิคของ KSecurities ที่มองว่าเงินบาทมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับสำคัญแถวๆ 30.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้
อย่างไรก็ตาม ระดับการแข็งค่าในปัจจุบันถือว่าตึงตัวมากแล้วเมื่อเทียบกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 2 ปีระหว่างสหรัฐฯ และไทย ซึ่งหากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ยกเลิกการดูดเงินบาทกลับ ก็มีโอกาสที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้เช่นกัน
ขณะที่ แนวโน้มในระยะยาวช่วง 10-15 ปีข้างหน้า บทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions" (KCMA) จากความร่วมมือระหว่าง บลจ.กสิกรไทย และ J.P. Morgan ประเมินว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางที่จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ส่งผลให้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเฉลี่ย 1.45% ต่อปี
โอกาสในการลงทุนจากเทรนด์บาทแข็ง
ข้อมูลจาก Jitta Wealth ให้มุมมองว่า การที่เงินบาทแข็งค่า ถือเป็นจังหวะทองของการโอนเงินไปลงทุนต่างประเทศ เพราะ "เงินบาทจำนวนเท่าเดิม สามารถซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นต่างประเทศได้มากขึ้น"
กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการใช้ช่วงเวลานี้ เริ่มต้นลงทุนหรือทยอยลงทุน (DCA) ในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุน Global ETF เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและลดความผันผวนของค่าเงินในระยะยาว
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็งและดอกเบี้ยลง KSecurities มองว่า หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, กลุ่มขนส่ง เช่น AOT ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว, กลุ่มบรรจุภัณฑ์ , กลุ่มพลังงานดั้งเดิม และกลุ่มค้าปลีก ที่มักจะมีหนี้สินสูง การที่ดอกเบี้ยลดลงจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

Thailand Blue Effect เมื่อนักท่องเที่ยวใจอยู่ไทย ไม่ยากกล...
เรามักเห็นภาพของนักท่องเที่ยวที่อาลัยอาวรณ์ถึงประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งในสื่อสังคมออนไลน์ ...

ทำไม Bitcoin พุ่ง ในวันที่สงครามใกล้สิ้นสุด (หรือเปล่า?) ...
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับมาเขียวขจียกแผงหลัง บิตคอยน์ (Bitcoin) ดีดตัวขึ้นรุนแรงไปยืนอยู...

เมื่อหุ้นเทคกลายเป็น “ตลาดโยโย่” (Yo-Yo Market) ถอดรหัสแผ...
พลิกกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือเพียงชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว สำหรับตลาดหุ้นเทคโนโลยีโลก เพราะ...

จากเจ้าของห้างสู่ ‘ผู้สร้างเมือง’ ทำไม CPN ถึ...
ในโลกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกที่กำลังถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโ...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
