
“ขายตึกแล้วเช่าคืน” ทำไมคนรวยยอมเสียความเป็นเจ้าของเพื่อแลกกับ “เงินสดที่ไม่ต้องเป็นหนี้”
เจ้าของธุรกิจอาจมีที่ดิน อาคาร หรือโรงงานมูลค่าหลายพันล้านบาท แต่กลับไม่มีเงินสดมากพอสำหรับลดหนี้ ซื้อเครื่องจักร หรือขยายกิจการ เพราะเงินทุนจำนวนมากยังผูกอยู่กับอสังหาริมทรัพย์
หากกู้ บริษัทต้องรับภาระหนี้และดอกเบี้ยเพิ่ม แต่หากขายทรัพย์สิน ก็อาจต้องย้ายออกจากพื้นที่ที่ยังจำเป็นต่อการดำเนินงาน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า
“มีวิธีดึงเงินออกจากอสังหาริมทรัพย์
โดยยังใช้สถานที่เดิมต่อได้หรือไม่”
ตัวอย่างที่น่าสนใจในการแก้ปัญหานี้คือ Mercadona เครือซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของสเปน ที่ตัดสินใจขายซูเปอร์มาร์เก็ต 27 แห่งให้ LCN Capital Partners มูลค่าประมาณ 180 ล้านยูโร หรือราว 6.8 พันล้านบาทในปี 2020 แล้วเช่าพื้นที่ทั้งหมดกลับเป็นเวลา 15 ปี
บริษัทจึงยังเปิดดำเนินงานในสถานที่เดิม ขณะที่ Mercadona สามารถนำเงินที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์กลับไปลงทุนในธุรกิจหลัก
วิธีนี้เรียกว่า Sale-Leaseback หรือการขายทรัพย์สินแล้วเช่ากลับ เป็นการแยก “ความเป็นเจ้าของ” ออกจาก “สิทธิในการใช้งาน”
บริษัทเปลี่ยนจากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มาเป็นผู้เช่า ส่วนฝั่งนักลงทุนได้ทรัพย์สินที่มีบริษัทเดิมเช่าใช้งานต่อภายใต้สัญญาระยะยาว
โมเดลนี้กลับมาเป็นที่น่าจับตามอง เมื่อ Goldman Sachs ประกาศเข้าซื้อ LCN Capital Partners ที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เน้น Sale-Leaseback และ Triple-Net Lease ด้วยมูลค่าสูงสุด 410 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3 หมื่นล้านบาท
ข่าวนี้จึงนำกลับมาสู่คำถามสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจว่า ทำไมบางบริษัทจึงยอมเสียความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อแลกกับเงินสดกลับมาใช้ในธุรกิจ และเมื่อไรการตัดสินใจแบบนี้จึงคุ้ม
ทำไมไม่กู้แล้วเก็บตึกไว้
หากธุรกิจต้องการเงินสด ทางเลือกที่ตรงไปตรงมาคือกู้โดยใช้ตึกหรือที่ดินเป็นหลักประกัน แล้วรักษาความเป็นเจ้าของไว้ โดยที่บริษัทจะยังเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ได้ประโยชน์หากราคาที่ดินเพิ่มขึ้น และยังควบคุมอนาคตของพื้นที่ได้
แต่วิธีนี้ต้องแลกมาด้วยการที่ต้องรับภาระดอกเบี้ย เงินต้น และเงื่อนไขจากเจ้าหนี้ รวมถึงวงเงินกู้อาจต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ขึ้นอยู่กับหลักประกัน สถานะทางการเงิน และเงื่อนไขของผู้ให้กู้
ส่วน Sale-Leaseback ทำให้บริษัทได้รับเงินจากการขายทรัพย์สิน แต่ต้องยอมเสียกรรมสิทธิ์ โอกาสรับประโยชน์จากราคาทรัพย์สินในอนาคต และความยืดหยุ่นบางส่วนในการใช้พื้นที่ พร้อมรับภาระค่าเช่าระยะยาว
ด้านบัญชีก็ต้องพิจารณา เพราะ Sale-Leaseback ไม่ได้ทำให้ภาระทางการเงินหายไปจากงบโดยอัตโนมัติ ในประเทศไทยใช้ TFRS 16 หรือมาตรฐานการรายงานทางการเงินเรื่องสัญญาเช่า ซึ่งกำหนดให้ผู้เช่ารับรู้ทั้ง “สิทธิในการใช้ทรัพย์สิน” และ “หนี้สินจากสัญญาเช่า” ไว้ในงบการเงิน หากรายการ Sale-Leaseback เข้าเกณฑ์เป็นการขาย บริษัทจึงไม่ได้เพียงขายตึกแล้วได้เงินสด แต่ยังมีภาระจากการเช่ากลับตามมา
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ทางไหนได้เงินมากกว่า”
แต่คือ บริษัทให้คุณค่ากับ ความเป็นเจ้าของ มากเพียงใด เมื่อเทียบกับ สภาพคล่อง ที่ต้องการในปัจจุบัน
เงินก้อนใหม่ต้องทำงานได้ดีกว่าเดิม
การได้เงินสดกลับมาเป็นเพียงครึ่งแรก อีกครึ่งคือบริษัทจะนำเงินนั้นไปทำอะไร
หากเงินจากการขายถูกนำไปลดหนี้ดอกเบี้ยสูง ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิต เปิดสาขาที่สร้างกำไร หรือขยายธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เงินทุนที่เคยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ก็อาจถูกนำไปสร้างคุณค่าได้มากขึ้น
บริษัทจึงต้องเปรียบเทียบประโยชน์จากเงินก้อนใหม่กับต้นทุนทั้งหมดของ Sale-Leaseback ทั้งค่าเช่า การปรับค่าเช่า ภาษี ค่าใช้จ่ายในการทำรายการ และประโยชน์จากการเป็นเจ้าของที่ต้องยอมเสียไป
หากขายอาคารเพียงเพื่อนำเงินมาอุดผลขาดทุนซ้ำ ๆ โดยธุรกิจหลักยังไม่ดีขึ้น เงินก้อนดังกล่าวอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว เพราะอสังหาริมทรัพย์ขายได้ครั้งเดียว แต่ค่าเช่าต้องจ่ายต่อเนื่องอีกหลายปี
Sale-Leaseback จึงจะสร้างคุณค่าเมื่อประโยชน์จากเงินก้อนใหม่ สูงกว่าต้นทุนระยะยาวของการเช่าและประโยชน์จากการเป็นเจ้าของที่ต้องยอมเสียไป
เงินสดที่ได้มา มีราคาที่ต้องจ่าย
ต้นทุนของ Sale-Leaseback ไม่ได้มีเพียงค่าเช่า
บริษัทต้องตรวจสอบการปรับค่าเช่า ระยะเวลาสัญญา เงื่อนไขต่ออายุ สิทธิในการดัดแปลงอาคาร การให้เช่าช่วง การย้ายออกก่อนกำหนด และผู้รับผิดชอบค่าซ่อมบำรุง
สัญญาบางประเภท เช่น Triple-Net Lease กำหนดให้ผู้เช่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทรัพย์สินเพิ่มเติมจากค่าเช่า เช่น ภาษี ประกันภัย และค่าบำรุงรักษา บริษัทจึงต้องประเมินต้นทุนรวมตลอดอายุสัญญา
ราคาขายและเงื่อนไขสัญญาเช่ายังต้องพิจารณาควบคู่กัน
เพราะระยะเวลาสัญญา การปรับค่าเช่า และค่าใช้จ่ายที่ผู้เช่าต้องรับผิดชอบ ล้วนมีผลต่อมูลค่าและกระแสเงินสดที่นักลงทุนประเมินจากดีล
เงินสดที่บริษัทได้รับในวันนี้ จึงแลกมากับกระแสเงินสดและข้อผูกพันที่ต้องรับในอนาคต
ยิ่งอสังหาริมทรัพย์สำคัญต่อการดำเนินงานมาก สัญญายิ่งต้องรัดกุม
โรงงานที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสายการผลิต ศูนย์กระจายสินค้าที่อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ หรือร้านค้าที่มีฐานลูกค้าผูกกับทำเล อาจย้ายออกได้ยากกว่าสำนักงานทั่วไป
แม้บริษัทจะยังใช้สถานที่เดิมหลังขาย แต่เมื่อกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือ ความจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่นั้นอาจทำให้อำนาจต่อรองของบริษัทลดลงในอนาคต
ก่อนขาย ต้องตอบให้ได้ว่าเงินจะไปไหน
ก่อนทำ Sale-Leaseback เจ้าของธุรกิจควรถามอย่างน้อย 5 ข้อ
1) เงินจากการขายจะนำไปสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรืออุดผลขาดทุน
2) หากเลือกกู้แทน ต้นทุนและข้อจำกัดต่างกันอย่างไร
3) ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายตลอดสัญญา กระแสเงินสดของธุรกิจรองรับได้หรือไม่
4) หากต้องย้าย ต่อสัญญา หรือซื้อทรัพย์สินคืน บริษัทมีสิทธิอะไรบ้าง
5) หากแผนใช้เงินไม่เป็นไปตามคาด ธุรกิจยังรับภาระค่าเช่าได้นานเพียงใด
คำตอบเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจไม่ได้มองเพียงว่า “ขายแล้วได้เงินเท่าไร” แต่ต้องมองต่อว่า เงินจะถูกนำไปทำอะไร สิทธิใดต้องยอมเสีย และธุรกิจต้องรับต้นทุนอะไรต่อไปในอนาคต
Sale-Leaseback ไม่ได้สร้างเงินขึ้นมาใหม่ แต่เปลี่ยนเงินที่เคยผูกอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาอยู่ในมือธุรกิจ ความคุ้มค่าจึงไม่ได้อยู่ที่ขายตึกได้เงินเท่าไร แต่อยู่ที่ว่า
"เงินก้อนนั้นสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้มากกว่าต้นทุนค่าเช่าและสิทธิจากการเป็นเจ้าของที่ยอมเสียไปหรือไม่"
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
