
รายได้ 5 แสนบาท/เดือน ถือว่า ‘รวย’ หรือยัง? “รายได้ – เงินเก็บ – ทรัพย์สิน” อะไรเป็นตัวบ่งชี้ความรวย?
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลข 500,000 บาท กลายเป็นประเด็นดราม่าและเกิดเป็นคำถามขึ้นในใจใครหลายคนว่า “หากรายได้ 500,000 บาทต่อเดือน จริงๆ ถือว่ารวยหรือยัง?”
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “รายได้” มักถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์แรกๆ ในการวัดฐานะทางการเงิน เพราะเป็นตัวเลขที่เห็นเด่นชัดและประเมินง่ายที่สุด เช่นเดียวกับการใช้กำหนด “เส้นความยากจน” (Poverty Line) วัดจากรายได้ของกลุ่มคนรายได้น้อย เพื่อคัดกรองผู้ที่ต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐ
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ หากเราต้องการวัดว่าใครคือ “คนรวย” หรือผู้ที่มีความมั่นคงทางชีวิตเหนือมาตรฐานสังคมอย่างแท้จริง เราควรใช้ตัวชี้วัดไหนกันแน่?ระหว่าง รายได้ (Income), เงินเก็บ (Saving) หรือ ความมั่งคั่ง (Wealth)?
1. ข้อสังเกตด้านรายได้ : รายได้เยอะ อาจไม่ได้แปลว่า "รวย"
การมีรายได้สูงบอกได้เพียงว่าผู้นั้นมีความ ความสามารถในการหาเงินสูง (Active Income) ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความขยัน ประสบการณ์ หรือการทำงานที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่น แต่มันไม่อาจตีความได้ 100% ว่าจะ "รวย" เพราะแต่ละคนมี ภาระค่าใช้จ่าย ที่ต้องแบกรับไม่เท่ากัน โดยเฉพาะ 3 ด่านใหญ่ที่คนไทยต้องเจอ
(1) ภาระค่าครองชีพ (Cost of Living)
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพครัวเรือนไทยคิดเป็นสูงถึง 80% ของรายได้ (เช่น มีรายได้ 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าครองชีพไปแล้วอย่างต่ำ 20,000 บาท)
(2) ภาระหนี้สิน (Debt Burden)
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า คนไทย 1 ใน 3 มีหนี้ และ 57% ในกลุ่มนั้นมีหนี้เกิน 100,000 บาท ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าหนี้ภาพรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในรอบ 10 ปี ส่งผลให้เงินที่หามาได้ต้องหมดไปกับค่างวดและดอกเบี้ย
(3) ภาระพึ่งพิง (Dependency)
คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระในฐานะ Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูกๆ โดยสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า คนทำงาน 1 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุอย่างน้อย 1 คน
ข้อคิด: แม้จะมีรายได้เดือนละ 500,000 บาท แต่ถ้ามีภาระค่างวด หนี้สิน และค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวรวมกันเดือนละ 480,000 บาท เงินที่เหลือจริงก็อาจไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป และไม่ได้การันตีความมั่นคงในระยะยาวเลย
2. ข้อสังเกตด้านเงินเก็บ : เงินก้อนในบัญชี อาจเป็นแค่ "เบาะรองรับความเสี่ยง"
การบริหารเงินให้พอใช้นั้นยากแล้ว แต่การทำให้เหลือเก็บ (Saving) ยากยิ่งกว่า ต้องอาศัยวินัยและความพยายามอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม การมีเงินฝากในบัญชีนิ่งๆ หลักแสนหรือหลักล้านบาท ส่วนใหญ่มักเป็นเพียง "เงินสำรองฉุกเฉิน" ที่มีไว้เพื่อบริหารความเสี่ยงในชีวิต ไม่ใช่เงินเก็บเพื่อความมั่งคั่ง เช่น
- ผู้ที่มีค่าใช้จ่าย 20,000 บาท/เดือน: ควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือน = 120,000 บาท
- ผู้ที่มีค่าใช้จ่าย 40,000 บาท/เดือน: ควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 12 เดือน = 480,000 บาท
ดังนั้น การมีเงินเก็บก้อนหนึ่งในบัญชี อาจบอกได้เพียงว่าคนๆ นั้นมีการวางแผนการเงินและบริหารความเสี่ยงที่ดี แต่นั่นยังไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ตัดสินความ "รวย" ได้ทั้งหมด
3. นิยาม "ความรวย" ในโลกการเงินที่แท้จริง : ความมั่งคั่ง (Wealth)
ในโลกของการวางแผนการเงินความมั่งคั่ง หรือ “Wealth” มักถูกใช้ในการพิจารณาว่าเรารวยขึ้นหรือจนเป็นเรื่องปกติ โดยมีสูตรการคำนวณ คือ “ความมั่งคั่ง = สินทรัพย์ - หนี้สิน” หากคิดออกมาแล้วความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ก็แสดงว่ารวยขึ้น แต่หากความมั่งคั่งลดก็แสดงว่าจนลง ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 ช่วงเวลา
แล้วถ้าอยากรู้ว่า “เรารวยแล้วหรือยัง” ในโลกการเงินคำนวณอย่างไร?
ทั้งนี้ ก่อนจะ “รวย” ต้อง “อยู่รอด” ให้ได้ก่อน ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าเราสามารถอยู่รอดในโลกการเงินได้หรือไม่ ต้องคำนวณ “อัตราส่วนความอยู่รอด” ซึ่งต้องรู้ 3 ปัจจัยนี้ก่อน ได้แก่ (1) รายได้จากการทำงาน (2) รายได้จากทรัพย์สินหรือการลงทุน และ (3) ภาระค่าใช้จ่ายที่เรามี
สูตรคำนวณ: อัตราส่วนความอยู่รอด = [รายได้จากการทำงาน + รายได้จากทรัพย์สิน] ÷ ค่าใช้จ่าย
…ถ้าค่ามากกว่า 1 แสดงว่าอยู่รอดได้
แต่ถ้าจะวัดว่าเรารวยแล้วหรือยังให้ดูจาก “อัตราส่วนความมั่งคั่ง” ที่ต้องไม่นำรายได้จากการทำงานมาคำนวณร่วมด้วย โดยจะเหลือแค่ 2 ปัจจัย คือ (1) รายได้จากทรัพย์สินหรือการลงทุน และ (2) ภาระค่าใช้จ่าย ที่ใช้ในการพิจารณา
สูตรคำนวณ: อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากทรัพย์สิน ÷ ค่าใช้จ่าย
…ถ้าค่ามากกว่า 1 แสดงว่ามั่งคั่งแล้ว หรืออีกนัยคือ ถึงแม้ไม่ทำงานเลยก็ไม่อดตาย
คำถามที่ว่า "มีรายได้ 500,000 บาทต่อเดือน ถือว่ารวยไหม?" จึงไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะรายได้เป็นเพียง "กระแสเงินสดขาเข้า" แต่ความรวยที่แท้จริงตัดสินกันที่ "เงินที่เหลืออยู่" และ "ความสามารถในการสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้แรงงาน"
สุดท้ายแล้ว ก่อนที่เราจะตัดสินว่าใครรวยหรือจน เราอาจต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า นิยามคำว่า "รวย" ของเราคืออะไร? เรากำลังวัดรวยจาก "รายได้", รวยจาก "เงินเก็บ" หรือรวยจาก "ความมั่งคั่ง" กันแน่?
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
