
ใช้เงินกู้ซื้อประกัน? ทำไมคนรวยถึงยอม ‘เป็นหนี้’ เพื่อสร้างทุนประกันหลายล้าน
หากเจ้าของธุรกิจต้องการประกันชีวิตวงเงินสูงหลักหลายร้อยล้าน คำถามแรกคือ “ต้องจ่ายเบี้ยเท่าไหร่” ถึงจะได้ทุนประกันขนาดนั้น
สำหรับคนรวย เป็นปกติที่เงินส่วนใหญ่อาจอยู่ในหุ้นบริษัท อสังหาริมทรัพย์ หรือกิจการที่กำลังเติบโต การนำเงินก้อนใหญ่มาจ่ายค่าเบี้ยประกันจึงอาจหมายถึงการขายสินทรัพย์ ถอนเงินออกจากธุรกิจ หรือยอมเสียโอกาสให้เงินก้อนเดิมทำงานต่อ
สำหรับคนรวยบางกลุ่ม คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่า…
“ถ้าจะสร้างความคุ้มครองก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องรีบขายหรือดึงเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้อย่างไร”
หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้จัดการโจทย์นี้คือ Premium Financing หรือ “สินเชื่อเพื่อจ่ายเบี้ยประกัน” ซึ่งเป็นการกู้เงินมาชำระค่าเบี้ย แล้วบริหารหนี้ควบคู่กับกรมธรรม์
ประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า หนี้ก้อนดังกล่าวช่วยรักษาอะไรไว้ และเจ้าของต้องยอมรับต้นทุนอะไรตลอดแผน
การกู้มาจ่ายเบี้ยทำงานอย่างไร?
เริ่มจากผู้ถือกรมธรรม์ ขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อนำไปชำระเบี้ยทั้งหมดหรือบางส่วน (เช่น วางเงินสดตัวเองเป็นเงินดาวน์ส่วนหนึ่ง และกู้เงินชำระส่วนที่เหลือ) พร้อมรับภาระดอกเบี้ยและชำระเงินต้นตามข้อตกลง โดยผู้ให้กู้จะขอหลักประกันเพื่อรองรับความเสี่ยง โดยจะใช้ “มูลค่าเวนคืนเงินสด” ของกรมธรรม์เป็นหลักประกัน ร่วมกับเงินสด หรือสินทรัพย์อื่นตามเงื่อนไข
การใช้กรมธรรม์เป็นหลักประกันหมายความว่า สิทธิทั้งหมดหรือบางส่วนภายใต้กรมธรรม์อาจถูกมอบให้ผู้ให้กู้ตามสัญญา เมื่อเกิดเหตุจ่ายผลประโยชน์ประกันชีวิต เงินส่วนหนึ่งจะถูกนำไปชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายของสินเชื่อที่ค้างอยู่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ตามโครงสร้างที่กำหนดไว้
ประโยชน์และความเสี่ยง
การกู้มาจ่ายเบี้ยช่วยให้เจ้าของรักษาแผนการลงทุนและไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก ขณะที่ผลประโยชน์จากประกันช่วยเตรียมเงินสดสำหรับภาระของครอบครัวหรือกองมรดกในอนาคต
ลองนึกถึงครอบครัวที่มีความมั่งคั่งส่วนใหญ่อยู่ในกิจการ หากเจ้าของเสียชีวิต ทายาทอาจได้รับหุ้นบริษัทมูลค่าสูง แต่ยังต้องหาเงินมาชำระหนี้ ค่าใช้จ่าย หรือภาระภาษีตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
เงินจากประกันจึงช่วยลดแรงกดดันที่ครอบครัวต้องรีบขายหุ้นหรือแบ่งกิจการเพื่อหาเงินสด เจ้าของยังสามารถวางแผนให้ทายาทที่เข้ามาบริหารได้รับหุ้นหรือธุรกิจ ส่วนทายาทคนอื่นได้รับเงินจากผลประโยชน์ประกันตามโครงสร้างที่กำหนดไว้
วิธีนี้ช่วยแยก “สิทธิในกิจการ” ออกจาก “เงินที่ครอบครัวต้องใช้” ทำให้หุ้นสำคัญไม่จำเป็นต้องถูกแบ่งหรือขายเพียงเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด
Premium Financing จึงเชื่อมสองช่วงเวลาเข้าด้วยกัน คือรักษาเงินทุนของเจ้าของให้ทำงานต่อในวันนี้ และเตรียมเงินสดให้ครอบครัวเมื่อถึงเวลาส่งต่อ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน เพราะการรักษาสภาพคล่องด้วยเงินกู้ หมายถึงผู้กู้ต้องรับความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนต้นทุนของแผนตลอดทาง โดยมีความเสี่ยงสำคัญ 3 เรื่องที่ต้องพิจารณา
ความเสี่ยงแรกคือดอกเบี้ยและการต่ออายุสินเชื่อ
หากสินเชื่อใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด ขณะที่สินเชื่ออาจครบกำหนดก่อนกรมธรรม์ การต่ออายุหรือขอสินเชื่อใหม่จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้กู้ในเวลานั้น
ความเสี่ยงที่สองคือมูลค่าเวนคืนหรือมูลค่าหลักประกันต่ำกว่าคาด
ผลประโยชน์บางส่วนในกรมธรรม์อาจไม่ได้รับการรับประกัน หากผลการดำเนินงานต่ำกว่าประมาณการ ผู้กู้อาจต้องเติมหลักประกัน ชำระหนี้บางส่วน หรือนำเงินของตัวเองเข้ามารักษากรมธรรม์
ความเสี่ยงที่สามคืออัตราแลกเปลี่ยน
หากสกุลเงินของสินเชื่อกับกรมธรรม์ต่างกัน ความผันผวนของค่าเงินอาจทำให้ผลประโยชน์จากกรมธรรม์มีมูลค่าไม่เพียงพอกับหนี้เมื่อแปลงกลับเป็นสกุลเงินของสินเชื่อ
หากผู้กู้ไม่สามารถทำตามเงื่อนไข ผู้ให้กู้อาจเรียกหลักประกันเพิ่ม เรียกชำระหนี้ หรือใช้สิทธิกับกรมธรรม์ตามสัญญา ซึ่งอาจรวมถึงการเวนคืนกรมธรรม์
ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของ Hong Kong เตือนว่า การเวนคืนในช่วงต้นอาจทำให้ได้เงินกลับมาน้อยกว่าเบี้ย ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่จ่ายไป พร้อมทำให้ความคุ้มครองสิ้นสุดลง
แผนที่อาจไม่เป็นไปตามคาด
เนื่องจากแผนนี้ต้องดำเนินต่อเนื่องหลายปี และต้นทุนอาจเปลี่ยนไปตลอดทาง ผู้ที่ต้องการใช้ Premium Financing จึงควรทดสอบด้วยสถานการณ์ที่แย่กว่าประมาณการ เช่น
หากดอกเบี้ยสูงขึ้นจะนำเงินจากที่ใดมาจ่าย
หากมูลค่าเวนคืนต่ำกว่าคาดจะเติมหลักประกันได้หรือไม่
หากต่ออายุสินเชื่อไม่ได้จะชำระหนี้หรือปรับแผนอย่างไร
อีกจุดที่ต้องดูคือ ผลประโยชน์สุทธิ เพราะวงเงินความคุ้มครองที่เห็นในกรมธรรม์ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินสดสุทธิที่ถึงมือครอบครัว หากยังมีเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายของสินเชื่อค้างชำระอยู่
จึงควรเปรียบเทียบ Premium Financing กับทางเลือกอื่น ทั้งการจ่ายเบี้ยด้วยเงินสด การใช้เงินสดร่วมกับสินเชื่อ และการปรับวงเงินคุ้มครอง โดยดูต้นทุนรวมตลอดระยะเวลาของแผน ไม่ใช่เฉพาะเงินที่ต้องจ่ายในวันนี้
สรุป
Premium Financing เป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องที่ช่วยให้คนมีเงินรักษาเงินก้อนอื่นให้ทำงานต่อ พร้อมเตรียมสภาพคล่องสำหรับการส่งต่อความมั่งคั่งในอนาคต
แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสินเชื่อ กรมธรรม์ หลักประกัน สกุลเงิน รวมถึงกฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมองทั้งประโยชน์ ภาระหนี้ และความเสี่ยงตลอดอายุของแผน
หนี้ไม่ได้ทำให้ประกันถูกลง เพียงเปลี่ยนต้นทุนจากเงินสดที่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ในวันนี้ ไปเป็นดอกเบี้ยและความเสี่ยงที่ต้องบริหารตลอดแผน
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
