
คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” วางแผน “มรดก” อย่างไร? ให้ไม่เสียภาษีมรดกเลย หรือเสียน้อยลง
Benjamin Franklin เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เว้นเสียแต่ความตายและภาษี”
จริงอยู่ว่าทั้ง 2 เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ “บริหารจัดการ” มันได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีมรดก” ที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ที่แม้จะจัดเก็บจากทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ในอัตราเริ่มต้น 5% แต่ลองคิดดูว่า 5% ของเงินก้อนโต ก็คิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย
วันนี้ The Money Trends จะพาไปเจาะวิธีที่ “คนรวย” นิยมใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือ “ประกันชีวิต” เข้ามาช่วยบริหารภาษี เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน โดยเน้นไปที่การจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด หรืออาจไม่ต้องเสียเลยสักบาทเดียว
มรดกเท่าไหร่ ถึงต้องเริ่มเสียภาษี?
จริงๆ แล้วภาษีมรดกไม่ได้เก็บทันทีตั้งแต่บาทแรก แต่จะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และหน้าที่การจ่ายภาษีจะตกเป็นของ “ทายาทผู้รับมรดก” โดยแบ่งอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ ดังนี้
- เสียภาษี 5% : สำหรับทายาทสายเลือดตรง เช่น พ่อ-แม่, ลูก หรือหลาน
- เสียภาษี 10% : สำหรับทายาทกลุ่มอื่น เช่น พี่น้อง, ลุง ป้า น้า อา หรือคนนอก
ตัวอย่าง คุณพ่อมอบมรดกเป็นที่ดินและเงินฝากรวม 150 ล้านบาท ให้ลูก
100 ล้านบาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
ส่วนที่เกินมา 50 ล้านบาท นำมาคิดภาษี 5%
ผลลัพธ์ คือ ทายาทต้องเตรียมเงินสดไปจ่ายภาษีมรดกสูงถึง 2.5 ล้านบาท
ทางเลือกในการรับมือกับ “ภาษีมรดก”
ต้องบอกว่า การบริหารจัดการภาษีมรดกนั้น ทำได้หลายวิธี เช่น
1. ทยอยยกทรัพย์สินให้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต
วิธีนี้นับเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งจะยกเว้นภาษี กรณีมอบให้ลูกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อเสีย คือ เจ้าของมรดกจะสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมทรัพย์สินชิ้นนั้นในทางกฏหมายไปทันที
2. แปลงเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน
เช่น เงินสด, ทองคำแท่ง, เพชร หรือของสะสมโบราณ ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางราชการจึงไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีมรดกตามกฏหมาย แต่ข้อเสียคือ อาจไม่สร้างดอกผล มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม
3. ส่งต่อผ่าน “ประกันชีวิต”
เป็นวิธีที่นักธุรกิจและคนรวยนิยม เพราะมีความชัดเจนในการส่งต่อมรดกได้ตามที่คาดหวัง และยังคงอำนาจในการควบคุมการส่งมอบทรัพย์สินได้ค่อนข้างแน่นอน
2 วิธีในการใช้ “ประกันชีวิต” บริหารภาษีมรดก
1. ตั้งใจ "ไม่เสียภาษีมรดกเลยสักบาท”
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการส่งต่อเงินสดก้อนโตให้ลูกหลานแบบเต็มๆ เพราะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต” ไม่ถือเป็นมรดก เพราะเป็นเงินที่เกิดขึ้นหลังจาก เจ้าของกรมธรรม์เสียชีวิตแล้ว และมีการระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน เงินก้อนนี้จึง ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100%
ตัวอย่าง สมมติมีเงินฝากในธนาคาร 150 ล้านบาท หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทแรก (คือ 50 ล้านบาท) จะต้องถูกนำไปคิดภาษีมรดก และลูกต้องหาเงินสดมาจ่ายภาษีถึง 2.5 ล้านบาท
สิ่งที่คนรวยนิยมทำ คือการย้ายเงินส่วนเกิน 100 ล้านบาทนี้ ไปเก็บไว้ในรูปแบบ “ประกันชีวิต” แทน ซึ่งเลือกบริหารได้ 2 ทางหลักๆ ตามความต้องการ
1.1 ตั้งเป้าทุนประกัน 50 ล้านบาท (เน้นประหยัดเงิน)
วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเต็ม 50 ล้านบาท แต่อาจจ่ายจริงเพียงประมาณ 30–50% ของทุนประกันเท่านั้น (เช่น จ่ายเบี้ยรวมราวๆ 15–25 ล้านบาท) ผลคือ ทายาทได้รับเงินสด 50 ล้านบาทเต็มๆ แบบปลอดภาษี แถมเรายังมี “เงินส่วนต่างที่เหลือ” เอาไปวางแผนการเงินหรือลงทุนต่อในด้านอื่นๆ ได้อีก
1.2 ตั้งใจใส่เงินเต็ม 50 ล้านบาททำประกัน (เน้นต่อยอดมรดกให้โตขึ้น)
หากเลือกนำเงินส่วนเกินทั้ง 50 ล้านบาทมาใส่ในประกันทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ทุนประกันจะสูงกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน” (เพราะเบี้ยประกันมักคิดเป็นแค่ 30–50% ของทุน) เท่ากับว่าเราสามารถขยายกองมรดกส่วนเกินจาก 50 ล้านบาท ให้กลายเป็น 100 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ส่งต่อให้ลูกหลานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
จุดเด่นเพิ่มเติม ของวิธีนี้ คือ ทายาทจะได้รับเงินสดก้อนนี้เร็วมาก ปกติราวๆ 15–30 วัน โดยไม่ต้องรอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ต้องรอคำสั่งศาล และไม่เสี่ยงต่อการโดนทายาทคนอื่นฟ้องร้องแย่งชิง เพราะระบุชื่อไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก
2. “ยอมเสียภาษี แต่จ่ายจริงน้อยลง”
ในความเป็นจริง ทรัพย์สินของมรดกส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ในรูปเงินฝากอย่างเดียว แต่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก และ "เปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายภาษีได้ยากเช่นกัน"
หากวันหนึ่งทายาทได้รับมรดกที่ดินมูลค่ามหาศาล แต่ไม่มีเงินสดในมือไปจ่ายภาษีหลักล้าน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ต้อง “จำใจขายที่ดินหรือหุ้นในราคาถูกกว่าตลาด” เพียงเพื่อเร่งหาเงินสดไปจ่ายภาษีให้ทันกำหนด
คนรวยจึงใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือ “สร้างเงินสดสำรองไว้จ่ายภาษี” แทน
ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีที่ดินและหุ้นรวม 200 ล้านบาท ตั้งใจจะยกให้ลูก (เสียภาษี 5%)
ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท = 100 ล้านบาท
ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 5 ล้านบาท
การแก้ปัญหา คือ เจ้ามรดกทำประกันชีวิตทุน 5 ล้านบาท ไว้ล่วงหน้า โดยระบุชื่อหลานเป็นผู้รับประโยชน์ สมมติว่าจ่ายเบี้ยประกันรวมตลอดสัญญาไปทั้งหมด 2.5 ล้านบาท
ผลลัพธ์ คือ เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต หลานจะได้รับเงินสด 5 ล้านบาท จากประกันทันทีแบบปลอดภาษี แล้วนำเงินก้อนนี้ไปจ่ายภาษีมรดกเพื่อรับมอบที่ดินและหุ้น 200 ล้านบาทได้ทันที โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินกิน และเท่ากับว่า ต้นทุนค่าภาษีจริงที่ครอบครัวจ่ายไป มีเพียงแค่ราคาเบี้ยประกันเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ามรดกของเราจะมีมูลค่าหลักสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเป็นหัวใจในการส่งต่อทรัพย์สินที่เราเพียรสร้างมาทั้งชีวิต ให้ถึงมือคนที่เรารักได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลอดภัย และไร้ข้อขัดแย้งแล้ว…ที่สำคัญที่สุด มันยังสร้างความสุขสงบในใจได้ เพราะรู้ว่าในวันที่เราไม่อยู่ ทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้ จะถูกจัดการอย่างเรียบร้อยที่สุด
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
