คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” วางแผน “มรดก” อย่างไร? ให้ไม่เสียภาษีมรดกเลย หรือเสียน้อยลง

คนรวยใช้ “ประกันชีวิต” วางแผน “มรดก” อย่างไร? ให้ไม่เสียภาษีมรดกเลย หรือเสียน้อยลง

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

15 August 2026

Benjamin Franklin เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เว้นเสียแต่ความตายและภาษี”

จริงอยู่ว่าทั้ง 2 เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถ “บริหารจัดการ” มันได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ภาษีมรดก” ที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย ที่แม้จะจัดเก็บจากทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ในอัตราเริ่มต้น 5% แต่ลองคิดดูว่า 5% ของเงินก้อนโต ก็คิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย

วันนี้ The Money Trends จะพาไปเจาะวิธีที่ “คนรวย” นิยมใช้เป็นทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือ “ประกันชีวิต” เข้ามาช่วยบริหารภาษี เพื่อส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลาน โดยเน้นไปที่การจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด หรืออาจไม่ต้องเสียเลยสักบาทเดียว

มรดกเท่าไหร่ ถึงต้องเริ่มเสียภาษี?

จริงๆ แล้วภาษีมรดกไม่ได้เก็บทันทีตั้งแต่บาทแรก แต่จะคิดเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป และหน้าที่การจ่ายภาษีจะตกเป็นของ “ทายาทผู้รับมรดก” โดยแบ่งอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ ดังนี้

  • เสียภาษี 5% : สำหรับทายาทสายเลือดตรง เช่น พ่อ-แม่, ลูก หรือหลาน
  • เสียภาษี 10% : สำหรับทายาทกลุ่มอื่น เช่น พี่น้อง, ลุง ป้า น้า อา หรือคนนอก

ตัวอย่าง คุณพ่อมอบมรดกเป็นที่ดินและเงินฝากรวม 150 ล้านบาท ให้ลูก
100 ล้านบาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี
ส่วนที่เกินมา 50 ล้านบาท นำมาคิดภาษี 5%
ผลลัพธ์ คือ ทายาทต้องเตรียมเงินสดไปจ่ายภาษีมรดกสูงถึง 2.5 ล้านบาท

ทางเลือกในการรับมือกับ “ภาษีมรดก”

ต้องบอกว่า การบริหารจัดการภาษีมรดกนั้น ทำได้หลายวิธี เช่น

1. ทยอยยกทรัพย์สินให้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิต

วิธีนี้นับเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งจะยกเว้นภาษี กรณีมอบให้ลูกไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี แต่ข้อเสีย คือ เจ้าของมรดกจะสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมทรัพย์สินชิ้นนั้นในทางกฏหมายไปทันที

2. แปลงเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน

เช่น เงินสด, ทองคำแท่ง, เพชร หรือของสะสมโบราณ ทรัพย์สินเหล่านี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทางราชการจึงไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีมรดกตามกฏหมาย แต่ข้อเสียคือ อาจไม่สร้างดอกผล มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม

3. ส่งต่อผ่าน “ประกันชีวิต”

เป็นวิธีที่นักธุรกิจและคนรวยนิยม เพราะมีความชัดเจนในการส่งต่อมรดกได้ตามที่คาดหวัง และยังคงอำนาจในการควบคุมการส่งมอบทรัพย์สินได้ค่อนข้างแน่นอน

2 วิธีในการใช้ “ประกันชีวิต” บริหารภาษีมรดก

1. ตั้งใจ "ไม่เสียภาษีมรดกเลยสักบาท”

วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการส่งต่อเงินสดก้อนโตให้ลูกหลานแบบเต็มๆ เพราะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “เงินค่าสินไหมทดแทนจากประกันชีวิต” ไม่ถือเป็นมรดก เพราะเป็นเงินที่เกิดขึ้นหลังจาก เจ้าของกรมธรรม์เสียชีวิตแล้ว และมีการระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน เงินก้อนนี้จึง ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก 100%

ตัวอย่าง สมมติมีเงินฝากในธนาคาร 150 ล้านบาท หากปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทแรก (คือ 50 ล้านบาท) จะต้องถูกนำไปคิดภาษีมรดก และลูกต้องหาเงินสดมาจ่ายภาษีถึง 2.5 ล้านบาท

สิ่งที่คนรวยนิยมทำ คือการย้ายเงินส่วนเกิน 100 ล้านบาทนี้ ไปเก็บไว้ในรูปแบบ “ประกันชีวิต” แทน ซึ่งเลือกบริหารได้ 2 ทางหลักๆ ตามความต้องการ

1.1 ตั้งเป้าทุนประกัน 50 ล้านบาท (เน้นประหยัดเงิน)

วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเต็ม 50 ล้านบาท แต่อาจจ่ายจริงเพียงประมาณ 30–50% ของทุนประกันเท่านั้น (เช่น จ่ายเบี้ยรวมราวๆ 15–25 ล้านบาท) ผลคือ ทายาทได้รับเงินสด 50 ล้านบาทเต็มๆ แบบปลอดภาษี แถมเรายังมี “เงินส่วนต่างที่เหลือ” เอาไปวางแผนการเงินหรือลงทุนต่อในด้านอื่นๆ ได้อีก

1.2 ตั้งใจใส่เงินเต็ม 50 ล้านบาททำประกัน (เน้นต่อยอดมรดกให้โตขึ้น)

หากเลือกนำเงินส่วนเกินทั้ง 50 ล้านบาทมาใส่ในประกันทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ทุนประกันจะสูงกว่า 50 ล้านบาทแน่นอน” (เพราะเบี้ยประกันมักคิดเป็นแค่ 30–50% ของทุน) เท่ากับว่าเราสามารถขยายกองมรดกส่วนเกินจาก 50 ล้านบาท ให้กลายเป็น 100 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ส่งต่อให้ลูกหลานได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว

จุดเด่นเพิ่มเติม ของวิธีนี้ คือ ทายาทจะได้รับเงินสดก้อนนี้เร็วมาก ปกติราวๆ 15–30 วัน โดยไม่ต้องรอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่ต้องรอคำสั่งศาล และไม่เสี่ยงต่อการโดนทายาทคนอื่นฟ้องร้องแย่งชิง เพราะระบุชื่อไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก

2. “ยอมเสียภาษี แต่จ่ายจริงน้อยลง”

ในความเป็นจริง ทรัพย์สินของมรดกส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ในรูปเงินฝากอย่างเดียว แต่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่หลีกเลี่ยงภาษีได้ยาก และ "เปลี่ยนเป็นเงินสดมาจ่ายภาษีได้ยากเช่นกัน"

หากวันหนึ่งทายาทได้รับมรดกที่ดินมูลค่ามหาศาล แต่ไม่มีเงินสดในมือไปจ่ายภาษีหลักล้าน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ ต้อง “จำใจขายที่ดินหรือหุ้นในราคาถูกกว่าตลาด” เพียงเพื่อเร่งหาเงินสดไปจ่ายภาษีให้ทันกำหนด

คนรวยจึงใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือ “สร้างเงินสดสำรองไว้จ่ายภาษี” แทน

ตัวอย่าง เจ้ามรดกมีที่ดินและหุ้นรวม 200 ล้านบาท ตั้งใจจะยกให้ลูก (เสียภาษี 5%)
ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท = 100 ล้านบาท
ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย = 5 ล้านบาท

การแก้ปัญหา คือ เจ้ามรดกทำประกันชีวิตทุน 5 ล้านบาท ไว้ล่วงหน้า โดยระบุชื่อหลานเป็นผู้รับประโยชน์ สมมติว่าจ่ายเบี้ยประกันรวมตลอดสัญญาไปทั้งหมด 2.5 ล้านบาท

ผลลัพธ์ คือ เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต หลานจะได้รับเงินสด 5 ล้านบาท จากประกันทันทีแบบปลอดภาษี แล้วนำเงินก้อนนี้ไปจ่ายภาษีมรดกเพื่อรับมอบที่ดินและหุ้น 200 ล้านบาทได้ทันที โดยไม่ต้องขายทรัพย์สินกิน และเท่ากับว่า ต้นทุนค่าภาษีจริงที่ครอบครัวจ่ายไป มีเพียงแค่ราคาเบี้ยประกันเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ามรดกของเราจะมีมูลค่าหลักสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันที่เรายังมีสุขภาพแข็งแรง คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเป็นหัวใจในการส่งต่อทรัพย์สินที่เราเพียรสร้างมาทั้งชีวิต ให้ถึงมือคนที่เรารักได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปลอดภัย และไร้ข้อขัดแย้งแล้ว…ที่สำคัญที่สุด มันยังสร้างความสุขสงบในใจได้ เพราะรู้ว่าในวันที่เราไม่อยู่ ทุกอย่างที่เราตั้งใจไว้ จะถูกจัดการอย่างเรียบร้อยที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save