ถ้าถามคนรุ่นพ่อแม่ว่า ปี 2540 เป็นยังไง หลายคนจะนิ่งไปสักครู่ แล้วตอบว่า
"ช่วงนั้นมันหนักมาก"
“อสังหาฯ ล้มละลายกันเยอะ”
“นักเรียนนอกเรียนไม่จบต้องกลับบ้าน”
บางบ้านขายทองเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก บางคนตกงานแบบไม่ทันตั้งตัว บางคนเห็นธนาคารที่ฝากเงินอยู่ถูกปิดในชั่วข้ามคืน
แต่วันนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเริ่มพูดกันว่า "สถานการณ์ตอนนี้ อาจแย่กว่าต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ"
ฟังดูเกินจริงหรือเปล่า มาดูกัน
ย้อนกลับไปวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
ย้อนกลับไปเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เวลาประมาณ 08.30 น.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ผู้ว่าการ เริงชัย มารุยานนท์ ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ: “ปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว” (เปลี่ยนจากระบบ Pegged Exchange Rate ที่ตรึงไว้ที่ประมาณ 25.60 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ หรือ Managed Float)
ฟังดูเป็นศัพท์เทคนิค แต่ผลที่ตามมาไม่เทคนิคเลย มันคือจุดเริ่มต้นของ วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” (Tom Yum Kung Crisis)
เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นและหลังจากนั้น?
👉🏻 ค่าเงินบาทดิ่งลงทันที
จาก 25.60 บาท/ดอลลาร์ → ลดลงเหลือ 28.80 บาท ใน 24 ชั่วโมงแรก
ภายในไม่กี่เดือน พุ่งไปถึงระดับต่ำสุด 55–56 บาท/ดอลลาร์ (มกราคม 2541)
เงินบาทอ่อนค่าลงเกือบ 50–100% ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี
👉🏻 หนี้ต่างประเทศพุ่งทะลุเพดาน
บริษัทและนักธุรกิจไทยที่กู้เงินต่างประเทศเป็นสกุลดอลลาร์ (ซึ่งตอนนั้นถูกตรึงไว้ถูก ๆ)
เมื่อบาทอ่อนค่า หนี้ที่เคยกู้ 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) กลายเป็น เกือบ 56 ล้านบาท ทันที
หลายบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้บริษัทเหล่านั้นล้มละลายเป็น domino effect
👉🏻 โครงการอสังหาฯ หยุดชะงัก, โรงงานปิด, ร้านค้าล้มละลาย
รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF มูลค่า 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขเข้มงวด เช่น เพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10%, ตัดงบรัฐบาล, แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ผลกระทบทางสังคมในวิกฤตินั้นทำให้คนฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น ครอบครัวแตกแยก แรงงานกลับบ้านเกิดเป็นจำนวนมาก
วิกฤตเศรษฐกิจมี 2 แบบ
🕯 แบบแรกคือ "โดนมีดแทง" แบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 คือวิกฤตแบบ "โดนมีดแทง"
เจ็บทันที เลือดออกทันที ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และก็รู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อรักษา
ใครทำให้เกิด? บริษัทใหญ่ๆ กับสถาบันการเงิน ที่ไปกู้เงินต่างประเทศมาแบบสนุกสนาน แล้วเอาไปลงทุนในคอนโดและโครงการขนาดยักษ์ พอค่าเงินพัง หนี้พุ่งเป็นเท่าตัวในชั่วข้ามคืน
🕯 แบบที่สอง คือวิกฤตที่กำลังค่อยๆ เกิดขึ้นตอนนี้คือ "ป่วยเรื้อรัง"
ในวันนี้ไม่มีวันที่ชัดเจนที่ทุกอย่างพัง ไม่มีข่าวใหญ่ตัวแดงขึ้นหน้า 1 แต่ถ้าลองมองให้ดี จะเห็นว่าร่างกายของเศรษฐกิจไทยมันค่อยๆ ทรุดลงมาเป็นปีๆ แล้ว
OECD ล่าสุดคาด GDP ไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% (ลดลงจากปีก่อน) ขณะที่เวียดนามวิ่ง 8% ในปี 2568 และตั้งเป้า 10%+ ในปี 2569 ต่อเนื่อง
ถ้าดูตัวเลขโรงงาน 2 ปีที่ผ่านมา (2566-2567) ปิดไปกว่า 4,300 แห่ง (เฉลี่ยเดือนละ 100+ แห่ง)
ปี 2568 ปิดเพิ่มอีก 786 แห่ง (เปิดใหม่ 1,220 แห่ง) ทำให้ตัวเลขโรงงานที่เปิดในไทยสุทธิเปิดเพิ่มแค่เดือนละ ประมาณ 50 แห่ง
ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อแต่ละโรงงานปิด = แรงงานเสียงาน และคนตกงานสะสมจากโรงงาน หลายหมื่นคน แต่ต่างจากปี 2540 ตรงที่ “ทางเลือกในการกลับบ้าน” ไม่ได้ช่วยรองรับได้เหมือนเดิม
เพราะปัจจุบันโครงสร้างชนบทเปลี่ยนไปมาก
- สังคมเข้าสู่ภาวะผู้สูงวัย
- ภาคเกษตรมีขนาดเล็กลง และรายได้ไม่แน่นอน
- โอกาสจ้างงานในต่างจังหวัดมีจำกัด
ทำให้แรงงานที่ตกงานจำนวนมาก ไม่มี “เบาะรองรับ” เหมือนในอดีต และต้องเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรงมากขึ้น
โรคแทรกซ้อนที่เข้ามาประชิด
ร่างกายเศรษฐกิจไทยที่ทรุดลงเรื่อย ๆ และในวันนี้ก็มีโรคแทรกซ้อนอย่าง “สงครามในตะวันออกกลาง” ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ผนวกกับการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน “หนักและเร็ว” โดยดีเซลน้ำมันที่โรงงานและระบบอุตสาหกรรมใช้ ปรับขึ้น 6 บาท/ลิตร ทันทีหลัง 26 มี.ค. เพราะรัฐบาลยกเลิกเพดานราคาเต็มรูปแบบ
แม้ก่อนหน้านี้รัฐยังอัดเงินกองทุนน้ำมันช่วย ลดจาก 24 บาท เหลือ 16 บาท/ลิตร แต่ก็เหมือนเป็นการเดิมพันว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบลง แต่เดิมพันนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่าผิดมหันต์น้ำมันมันขึ้นราคาเรื่อยๆ และกองทุนใกล้ติดลบ
แม้คณะรัฐมนตรีจะมีประชุมด่วน 26 มี.ค. 2569 และสั่งให้ใช้ 7 มาตรการเร่งด่วน อาทิ พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (ลดได้ทันทีถ้า กกต. อนุมัติ) , เติมเงินบัตรสวัสดิการ +100 บาท, ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง (รถบรรทุก รถบัส วินมอเตอร์ไซค์) , สนับสนุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกร , ปล่อยซอฟต์โลน SME 10,000 ล้านบาท, ช่วยประมงใช้น้ำมัน B20 ราคาถูก และภาครัฐบาลประหยัดพลังงานเอง (ลดเดินทางต่างประเทศ ลดใช้ไฟในหน่วยงาน)
แต่หลายคนบอกว่า ช้าและไม่พอ เพราะราคาน้ำมันขึ้นก่อนแล้ว 6 บาท และเมื่อน้ำมันขึ้นสิ่งที่กำลังจะตามมาคือค่าไฟที่กำลังจะขึ้นอีกแน่นอน (งวด พ.ค.-ส.ค. 2569) จากการที่ต้นทุนก๊าซ LNG และน้ำมันดิบพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบโรงไฟฟ้าก๊าซ (ซึ่งผลิตไฟฟ้าไทยเกือบ 70%)
แม้ กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) ยืนยัน จะปรับขึ้นค่าไฟงวดใหม่ แต่จะใช้ “เงินส่วนเกินจากโรงไฟฟ้า” (clawback) มาช่วยกลบ ปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยยังอยู่ที่ 3.88-3.94 บาท/หน่วย (จากมาตรการตรึงก่อนหน้า) แต่คาด งวด พ.ค.-ส.ค. จะขยับขึ้นชัดเจน (อาจทะลุ 4 บาท/หน่วย)
และนั่น ทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกที่น่ากลัวที่สุดคือ มันเหมือนทำงานหนักทุกวัน แต่ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย นั่นแหละที่เรียกว่า "ป่วยเรื้อรัง"
ปี 2540 "คนรวยเจ็บ" วันนี้ "ชาวบ้านเจ็บ"
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก
ตอนต้มยำกุ้ง กลุ่มที่เจ็บหนักสุดคือนักธุรกิจใหญ่และแบงก์ คนทำงานโรงงานที่ตกงานยังพอมีทางออก กลับบ้านต่างจังหวัด กลับไปทำนา ทำสวน ชนบทไทยเป็น "กันชน" ที่ช่วยรับแรงกระแทกไว้ได้
แต่วันนี้? กันชนนั้นบางลงมากแล้ว และวิกฤตไม่ได้อยู่ที่บัญชีของบริษัทอีกต่อไป มันอยู่ที่กระเป๋าเงินของคนทั่วไป
หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ราว 88% ของ GDP สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ คือ คนไทยโดยเฉลี่ยมีหนี้รวมกันมากเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าและบริการที่ทั้งประเทศผลิตในหนึ่งปี
ผลที่ตามมาคือรถถูกยึด บ้านถูกยึด บัญชีที่ค้างชำระพุ่งสูงขึ้นทุกไตรมาส นี่คือเรื่องของครัวเรือนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน
รัฐที่ไม่เคยเรียนรู้อดีต "ย่อมทำพลาดซ้ำๆ"
ปี 2540 รัฐบาลพยายาม "ปักหมุด" ค่าเงินบาทให้อยู่กับที่ เพื่อไม่ให้ตลาดตื่นตระหนก แต่สุดท้ายสู้ไม่ได้ก็ต้องปล่อย และพอปล่อยก็เจ็บหนักมาก
วันนี้ รัฐบาลใช้กลไกที่ต่างออกไป อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อดั้นค่าครองชีพของประชาชนไม่ให้พุ่ง
ฟังดูดีมั้ย? แต่ปัญหาคือกองทุนน้ำมันตอนนี้ติดลบสะสมกว่า 28,000 ล้านบาท แล้วเงินตรงนั้นมันมาจากไหน? ก็มาจากภาษีของเราๆ นั่นแหละ
ยิ่งอุดหนุนนานเท่าไหร่ ยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น และวันที่ต้องหยุดอุดหนุน ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นฉับพลัน ซึ่งจะกระแทกค่าครองชีพของครัวเรือนที่หนี้ท่วมหัวอยู่แล้ว แบบหนักมาก
แล้วตอนนี้มีอะไรดีกว่าปี 2540 บ้าง?
ถ้าต้องพูดให้ยุติธรรม ไทยวันนี้มีข้อได้เปรียบที่ปี 2540 ไม่มี
ทุนสำรองระหว่างประเทศแข็งแกร่งมาก สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงสามเท่า ระบบธนาคารมีความมั่นคงกว่าอย่างเทียบไม่ติด ความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทจะพังแบบปี 2540 มีน้อยมาก
แต่... "เสถียรภาพ" กับ "การเติบโต" คือคนละเรื่องกัน
ก่อนปี 2540 ไทยโตปีละ 7-10% ด้วยแรงงานราคาถูกและโรงงานที่กำลังเฟื่องฟู วันนี้ความได้เปรียบนั้นหายไปหมดแล้ว จีนแซงหน้าในสินค้าอุตสาหกรรมทุกชนิดที่ไทยเคยทำได้ดี ประชากรไทยแก่ตัวลงทุกวัน แรงงานวัยหนุ่มสาวมีน้อยลง และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังทำให้โรงงานประกอบรถยนต์ที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมไทยมาหลายสิบปี กลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน
ปัญหาแบบนี้ไม่มียาฉีดครั้งเดียวแล้วหาย มันต้องใช้เวลา และต้องการการตัดสินใจที่กล้าหาญมาก
ถ้าถามว่า "ตอนนี้หนักกว่าปี 2540 ไหม? คำตอบตรงๆ คือ ไม่ถึงขนาดนั้น
ปี 2540 เจ็บหนักกว่ามาก เร็วกว่ามาก
แต่ถ้าถามว่า "วิกฤตตอนนี้มีโอกาสทิ้งรอยแผลไว้นานกว่าและกว้างกว่ามั้ย?"
คำตอบคือ ใช่ และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวกว่า
ปี 2540 เป็นการโดนมีดแทง — เจ็บสาหัส แต่รู้ว่ารักษายังไง
วันนี้เป็นการป่วยเรื้อรัง ไม่รู้ว่าอาการหนักแค่ไหน ไม่รู้ว่าควรรับยาอะไร และที่น่ากังวลที่สุดคือ เราอาจยังอยู่แค่ต้นของปัญหาเท่านั้น
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ประเทศที่ฟื้นจากวิกฤตได้จริงคือประเทศที่ใช้วิกฤตเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ประเทศที่รอให้พายุผ่านไปแล้วกลับมาทำแบบเดิม
Tagged in
บทความที่เกี่ยวข้อง

AI และ Data Center มาแน่ แต่ทำไมกองทุนที่ ‘แคธี วูด’ ลงทุ...
ท่ามกลางข้อถกเถียงต่อประโยชน์ที่จับต้องได้ของ Data Center ทั้งในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ ก...

ไม่บริหารเอง แต่ “รวยขึ้น” วิธีจัดการ “ความมั่งคั่ง” แบบต...
หนึ่งในตระกูลที่รวยที่สุดในอเมริกา สินทรัพย์โตขึ้นทุกปี โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมานั่ง...

มีเงินหลายล้าน อย่าแค่ “แยกบัญชี” แต่ต้อง “แยกธนาคาร” ด้ว...
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อมูลจากการคาดการณ์ของ LH Bank ที่ออกมาเปิดเผยว่าตอนนี้คนไทยที่มีสินท...

ทำไมเราไม่ควรมอง “ประกัน”เป็น “การลงทุน...
ในการวางแผนการเงินที่ดีต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Wealth Protection (การปกป้องความมั่...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

